รีวิวเกม Metaphor: ReFantazio

     เกม Metaphor: ReFantazio ปี 2024 จะว่าเป็นปีทองอีกปีของ Atlus ก็ว่าได้ครับเพราะตั้งแต่หัวปีก็มีเกมมากมายที่ทางค่ายปล่อยออกมา ซึ่งแทบทั้งหมดก็ทำคะแนนได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ ครับไม่ว่าจะเป็น Persona 3 Reload, SMTV: Vengeance หรือแม้กระทั่ง Unicorn Overlord (และผมให้ 9 ไปทุกเกมเลย เหลือจะเชื่อ) แต่หากถามว่าเกมไหนในปีนี้ที่ทาง Atlus ดูจะให้ความคาดหวังและค่อนข้าง “เน้น” เป็นพิเศษ ก็คงจะหนีไม่พ้น Metaphor: ReFantazio เกมนี้นี่เองครับ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ Metaphor: ReFantazio คือการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งแบบเฉพาะกิจของ 3 ดาวดำหัวเรือใหญ่ที่เคยพาให้ Persona 5 กลายเป็นเกมที่ประสบความสำเร็จถล่มทลายมาแล้วนั่นเอง โดยตัวตั้งตัวตีก็คือผู้กำกับอย่างคุณ Katsura Hashino ที่ออกจาก P-Studio มาตั้ง Studio Zero แม้จะยังอยู่ใต้ชายคา Atlus เช่นเดิมแต่ก็จะโฟกัสในการสร้างเกม IP ใหม่แทน และคุณ Hashino เองก็อยากทำเกมแฟนตาซีที่จะไม่มีกรอบของ Persona มาจำกัดจินตนาการของเขาอีกต่อไป ว่าแล้วพี่แกก็ไปดึง Shigenori Soejima และ Shoji Meguro มือคาแรคเตอร์ดีไซน์ และคอมโพเซอร์ระดับตำนานที่รู้มือกันดี และมันเป็นเกมที่เปี่ยมล้นไปด้วยแพสชั่นของผู้สร้างซึ่งทะลักทะลายออกมาจนผู้เล่นสัมผัสได้ พร้อมสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นอีกหนึ่งใน IP ศักยภาพล้นของทาง Atlus ไปเป็นที่เรียบร้อย

     เนื้อเรื่องของ Metaphor: ReFantazio เล่าถึงสหราชอาณาจักร Euchronia ที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังราชาคนก่อนถูก Louise แม่ทัพคนสำคัญสังหาร ขณะที่ตัวพระโอรสเองก็โดนมนต์ดำจนต้องกบดานในหมู่บ้านห่างไกลไม่อาจเผยตัวได้ เด็กหนุ่มชาว Elda เผ่าพันธุ์ที่มีสถานะต่ำสุดของโลกนี้พร้อมกับภูติจิ๋วจึงออกเดินทางสู่มหานครหลวง Grand Tad เพื่อสืบหาว่าใครกันแน่ที่ใช้มนต์ดำใส่พระโอรส ก่อนจะนำไปสู่เหตุการณ์ใหญ่ที่จะเปลี่ยนชะตาทั้งทวีปไปตลอดกาล นั่นคือเนื้อเรื่องส่วนหนึ่งที่หลายๆ คนเห็นจากตัวอย่างและได้สัมผัสเองในเดโมกับช่วงอารัมภบทและแนะนำเหล่าตัวละครหลักบางส่วน ซึ่งเป็นการปูพื้นที่ใช้เวลานานเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ ถึงอย่างนั้นตัวเกมก็ยังรักษาจังหวะต่างๆ ไว้ได้ดีจูงมือผู้เล่นให้รู้สึกสนุกสนานกับเกมไปได้จนกระทั่งตัวเกมเข้าสู่ช่วง King’s Trials อันเป็นเนื้อหาหลักกับการออกเดินทางแข่งขันกันของเหล่าแคนดิเดตเพื่อรับการสนับสนุนจากมหาชน ใครเข้าวินที่ 1 ก็จะได้เป็นราชาคนใหม่แห่ง Euchronia ไป เมื่อนั้นผู้เล่นจะรู้สึกได้เลยว่าตัวเนื้อเรื่องสามารถถีบตัวเองสู่ความเข้มข้นอีกระดับ และมันค่อยๆ เพิ่มความพีคขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจบเกม ความยอดเยี่ยมของ Metaphor: ReFantazio นอกจากจังหวะเล่าเรื่องที่น่าสนใจแล้ว รายละเอียดของโลกในตัวเกมก็น่าสนใจไม่แพ้กันครับ ต่างกับงานก่อนหน้าอย่าง Persona 5 ที่มีความรีเลทกับโลกจริงหลายๆ ส่วน ในเกมนี้คือการสร้างโลกขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยที่มี 8 เผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้ตัวเกมก็จะมีความ Political อยู่ในหลายส่วน มีการพูดถึงความขัดแย้ง ชนชั้น การกดขี่ระหว่างเผ่า การชิงไหวชิงพริบของฝ่ายต่างๆ 

     เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน Kings’ Trials หรือกระทั่งการตั้งคำถามว่าราชาคนใหม่จะจัดการปัญหาสารพัดสารเพยังไงเมื่อได้อำนาจ ทั้งหมดทั้งมวลถูกเล่าในเชิงเปรียบเทียบกับนิยายเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในอุดมคติซึ่งตัวเอกมักจะพกติดตัวไว้อ่านอยู่เสมอ แต่อาจจะไม่ได้ลงลึกในความดาร์คมากนัก เพราะแม้จะมีความหนักแต่เกมก็ยังมีความเป็นนิทานหรือนิยายแฟนตาซีที่พยายามจะชี้ให้เห็นถึงการเชื่อมั่นในผู้คน, ความแตกต่าง รวมไปถึงความหวังในอนาคตเสียมากกว่า ซึ่งเป็นความตั้งใจของผู้กำกับเองในภาพรวม Metaphor: ReFantazio จึงเป็นเกมที่เล่าเรื่องได้อย่างสนุก น่าติดตาม น่าสนใจ อาจไม่ได้ดาร์คดำดิ่ง แต่ก็เข้มข้นพอให้ผู้เล่นอยู่กับหน้าจอได้หลายชั่วโมงโดยไม่อยากจะพักกันเลยทีเดียว กราฟิกและเพอร์ฟอร์แมนซ์ เพราะเป็นเกมที่ยังคงลงให้กับคอนโซลเจนเก่าด้วย ทำให้กราฟิกของเกมอาจจะไม่ได้ชูจุดเด่นเรื่องความสมจริง ดังนั้นแล้วเกมเพลย์ในภาพรวมมันจึงแตกต่างจาก Persona แบบชัดเจน เหมือนเพิ่มส่วนที่ขาดและลีนส่วนที่เกินออก กลายเป็นสูตรเกมเพลย์ใหม่ที่กลมกล่อมและพร้อมต่อยอดไปได้อีกไกล งหากผู้เล่นพลาดอะไรไปในรันแรกก็กลับไปเก็บเพิ่มเติมได้ใน New Game+ ที่ผู้เล่นจะได้รับเงิน, ไอเทม และ ค่าประสบการณ์เดิมของ Archetype ไปลุยกับตัวเกมในระดับความยากสูงสุดที่จะปลดล็อคหลังจบการเล่นรอบแรกเท่านั้น เรียกได้ว่าเล่นได้นานเล่นได้คุ้มแน่นอน

Scroll to Top