คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ฟูริโอซ่า คือ ตัวละครสำคัญที่ผู้ชมจดจำในจักรวาลแมด แมกซ์ ด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นหญิงแกร่งที่ตัดผมสั้นเกรียน ทาหน้าครึ่งหนึ่งด้วยสีดำ และใช้แขนเทียม ด้วยลุคที่แกร่งและเด็ดเดี่ยว ทำให้เธอได้รับบทบาทที่โดดเด่น และกลายเป็นคู่ปรับของ อิมมอร์ตัน โจ ขุนพลที่เรืองอำนาจผู้ครอบครองซิทาเดล
โดยไม่ทันคาดคิด ‘Mad Max: Fury Road ถนนโลกันตร์’ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งการคว้ารายได้ทั่วโลกระดับ 380 ล้านเหรียญสหรัฐและทั้งการคว้า 6 รางวัลออสการ์ด้านเทคนิค จนโปรเจกต์อะนิเมะของฟูริโอซ่าถูกพัฒนาให้เป็นหนังฟอร์มยักษ์อีกเรื่องหนึ่ง หนังที่เป็นสปินออฟบวกกับมีความเป็นภาคก่อนหน้า เล่าเรื่องความเป็นมาก่อนที่โลกจะจดจำเธอในฐานะ ผู้ก่อกบฎจนนำซิทาเดลไปสู่การเปลี่ยนแปลง … อิมพีเรเตอร์ ฟูริโอซ่า
ในภาคนี้ เราจะได้เห็นเธอตั้งแต่สมัยยังเด็ก ที่ชะตาชีวิตผกผัน ถูกเดเมนตัสจับตัวไป แม้ไม่ได้ทำร้ายเธอ แต่เขาและพวกก็สังหารแม่อย่างโหดเหี้ยม เธอได้อยู่ในกองโจรเคียงข้างนักประวัติศาสตร์ผู้ล่วงรู้ข้อมูลหลากหลาย ไม่ว่าจะในเรื่องเคมีหรือเครื่องยนต์ และเขาก็คงหวังให้เธอเติบโตไปเป็นเช่นนั้นบ้าง แต่ความเคียดแค้นทำให้ฟูริโอซ่าเลือกเส้นทางที่แตกต่างไป
แม้เราจะยังคงได้เห็นภาพของทะเลทรายสีน้ำตาลอันกว้างใหญ่สุดสายตา แต่ครั้งนี้ เราจะได้เห็นว่า The Green Place บ้านเกิดของนักรบสาวสุดแกร่งนั้น มันเคยมีหน้าตาเป็นยังไง ซิทาเดลที่แสนยิ่งใหญ่ของอิมมอร์ตั้น โจ นั้นแท้จริงก็ยังมีป้อมปราการอีกสองแห่ง อย่าง Gastown และ Bullet Farm หลอมรวมเป็น Wasteland-แดนกันดาร

แตกต่างจากภาคที่แล้ว เรื่องราวของมันกินเวลายาวนาน 18 ปี จึงคล้ายจะเป็นหนังแนว coming-of-age อยู่กลายๆ เมื่อมันบอกเล่าถึงชีวิตของฟูริโอซ่าที่วิบากกรรมของเธอ แปรเปลี่ยนให้เด็กน้อยใสซื่อให้กลายเป็นหญิงสาวสุดแกร่งในตำนาน หนังเล่าเรื่องด้วยการแบ่งบทราวกับเปิดหนังนิยายเล่มหนึ่ง เพื่อให้สามารถก้าวกระโดดไปยังเวลาที่ต้องการได้
จอร์จ มิลเลอร์ เลือกจะชักชวน อันยา เทย์เลอร์-จอย มาร่วมงานและรับบท ฟูริโอซ่า คนที่อ่อนวัยกว่า พร้อมปะทะบทบาทกับ คริส เฮมสเวิร์ธ ที่เล่นเป็น ดีเมนทัส หัวหน้าแก๊งซิ่งไบเกอร์ฮอร์ดที่ค่อนข้างมีบุคลิกวิปลาสและหวังแย่งชิงความเป็นใหญ่ในซิทาเดลจากอิมมอร์ตั้น โจ และนอกจากจะพาเราไปเจอกับความบ้าคลั่งของตัวร้ายตัวใหม่แล้ว ก็ยังคงพาเราไปพบกับความคิดสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดออกมาในยานยนต์ต่างๆ เช่นเคย
แม้มีความยาวถึง 2 ชั่วโมง 28 นาที มากกว่าภาคก่อนหน้า แต่ทว่าบทพูดของฟูริโอซ่าก็ยังน้อยยิ่งกว่าแม็กซ์ ร็อคคาแทนสกี้ ทำให้อันย่าต้องเล่นด้วยสายตาเป็นหลักในโลกที่สื่อสารกันด้วยการกระทำระห่ำโหด
หนังยังคงความเดือด คลั่ง มันส์ อลังการ ผ่านฉากแอ็คชันสตันท์โหดท่ามกลางพื้นที่สุดรกร้าง ถ่ายทอดความบ้าคลั่งเกินบรรยายของหลายตัวละครในโลกดิสโทเปียหลังการล่มสลายของมนุษยชาติ เอาจริงๆ ไม่จำเป็นต้องผ่านภาคก่อนมา ก็ยังสามารถดูรู้เรื่องได้ เพราะมันค่อนข้างจะเล่าครบจบในตัวเอง (แต่ถ้าเคยดูมาก่อนบ้าง ก็จะพบบางจุดที่เชื่อมโยงถึงกัน)
และแม้จะดูเหมือนหนังมีความยาวมากอยู่สักหน่อย แต่เมื่อนั่งดูจริง ก็พบว่ามันเดินเรื่องได้น่าตื่นตา ไม่ได้น่าเบื่อแต่อย่างใด
เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกคือ แม้ระดมงานสตันท์มันๆ เข้ามามากมาย น่าแปลกใจที่มันยังสร้างความอ้าปากค้างได้ไม่มากเท่าภาคก่อน…ซะอย่างนั้น




