รีวิวหนัง “A Useful Ghost ผลงานล่าสุดจากผู้กำกับหน้าใหม่ที่น่าจับตา ทำให้เราต้องหันกลับมามองตัวเองและสังคมรอบข้างอย่างเจ็บแสบ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังผีสยองขวัญทั่วไป แต่เป็นการจิกกัดสังคมทุนนิยมและวัฒนธรรมที่ล้มเหลวได้อย่างฉลาดเฉลียว ชนิดที่ทำให้คนดูรู้สึกทั้งขยะแขยงและสมเพชในเวลาเดียวกัน
หนังเริ่มต้นด้วยการแนะนำ “ผี” ที่ชื่อ “อุ่น” (รับบทโดยนักแสดงหน้าใหม่ที่สร้างความประทับใจอย่างมาก) ซึ่งเป็นผีที่ไม่ธรรมดา เพราะเธอไม่ได้แค่หลอกหลอน แต่เธอ “ทำงาน” ได้! อุ่นถูก “จ้าง” โดยตระกูลจิรายุสวรรค์ ตระกูลเศรษฐีผู้ขาดแคลนกำลังคนและกำลังใจ ผีอุ่นต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่ทำความสะอาดบ้าน ล้างจาน ไปจนถึงเป็นเพื่อนคุยให้คุณหญิงผู้เหงาหงอย และแน่นอนว่าการทำงานของเธอต้องเป็นไปอย่างลับๆ เพราะไม่มีใครในสังคมจะเข้าใจและยอมรับการมีอยู่ของ “ผีรับใช้” ได้
ในแง่หนึ่ง ผู้ชมจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจผีอุ่นที่ต้องมาใช้ชีวิตหลังความตายอย่างไร้ค่า และถูกใช้งานเหมือนวัตถุชิ้นหนึ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง เราจะเริ่มรู้สึกรำคาญและเกลียดการตัดสินใจของเธอที่ยอมให้ตัวเองถูกเอาเปรียบถึงขนาดนี้ หนังตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่า “การมีตัวตนอยู่เพื่อใครสักคนสำคัญกว่าการมีศักดิ์ศรีในชีวิตหรือไม่” และ “การทำงานที่เราเกลียดเพื่อแลกกับความปลอดภัยและการยอมรับปลอมๆ มันคุ้มค่าจริงหรือ”

ชั้นเชิงการเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้คือจุดเด่นที่ทำให้มันน่าสนใจ ผู้กำกับค่อยๆ ลอกเปลือกสังคมและครอบครัวจิรายุสวรรค์ออกทีละชั้น เผยให้เห็นความเน่าเฟะที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์อันหรูหรา ทั้งความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวย การกดขี่แรงงานที่มองไม่เห็น และการใช้ประโยชน์จากผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าเพื่อรักษาความสุขสบายของตัวเอง ผีอุ่นกลายเป็นสัญลักษณ์ของคนเล็กคนน้อยในสังคมที่ถูกใช้ประโยชน์จนหมดตัว หนังไม่ลังเลที่จะฉายภาพความน่าสมเพชของผู้คนในบ้านหลังนี้ ตั้งแต่คุณหญิงที่ใช้ผีเป็นเครื่องมือแก้เหงา ไปจนถึงลูกชายที่มองผีอุ่นเป็นเพียงแค่ “ทรัพย์สิน” ชิ้นหนึ่ง
ในขณะที่หนังดำเนินไป เราจะได้เห็นฉากที่ทั้งตลกขบขันและน่าสลดใจในเวลาเดียวกัน เช่น ฉากที่ผีอุ่นต้องวิ่งไปเก็บของที่หล่นเพราะ “นายท่าน” อารมณ์เสีย หรือฉากที่เธอถูกสั่งให้ “ทำตัวเป็นผีหน่อย” เพื่อสร้างความบันเทิงให้แขกในงานเลี้ยงรับชมตัวอย่างผ่านทางYoutube ฉากเหล่านี้สะท้อนความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในยุคปัจจุบันได้อย่างคมคาย
บทสรุปของหนังไม่ได้ให้คำตอบที่สวยงาม แต่เป็นการตั้งคำถามให้คนดูต้องกลับไปคิดเองว่า เมื่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างคนกับผีเริ่มจะเปลี่ยนไป ผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าจะเลือกต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง หรือจะยอมก้มหน้าใช้ชีวิตอย่างสมเพชต่อไป?
โดยรวมแล้ว “ ผีใช้ได้ค่ะ“ คือภาพยนตร์ที่ทั้งรักและเกลียดในเวลาเดียวกัน รักในความกล้าหาญของผู้กำกับที่กล้าแตะประเด็นละเอียดอ่อน และเกลียดในความจริงที่หนังได้สะท้อนออกมาได้อย่างแสบสัน มันเป็นภาพยนตร์ที่ต้องดูอย่างมีสติและพร้อมที่จะถูกทิ่มแทงด้วยความจริงอันน่ารังเกียจที่ซ่อนอยู่ในสังคมที่เราอาศัยอยู่




