ปลุกความเสียวสยองเกือบทุกสองนาทีไม่เกินจริง เพราะการกลับมาปล่อยของในภาพยนตร์ พนอ สามารถทำให้ผู้ชมขนลุกขนพองและเผลอร้องออกมาด้วยความน่าสยดสยอง โดยพนอเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ของ “ลองของ” ซึ่งประสบความสำเร็จทั้งในไทยและหลายประเทศทั่วโลกมาแล้ว ทำให้การนำพล็อตเนื้อหาความเชื่อทางไสยศาสตร์และความต้องการในการตีแผ่ต้นกำเนิดตัวละครของ พนอ เปี่ยมด้วยความท้าทายในการร้อยเรียงมิติคาแรกเตอร์ของตัวละคร และร้อนแรงด้วยคุณไสยที่แทบจะไม่ได้พักหายใจหายคอกันเลย
เป็นความท้าทายในพล็อตเนื้อหาเหมือนกัน เพราะว่าตัวละครของ พนอ ในลองของ 1-2 มีการตีแผ่มุมมองของเธอไปในระดับหนึ่งแล้วเช่นกัน การวางเนื้อหาต้นกำเนิดของเธอโดยใช้ความเชื่อทางด้าน ไสยศาสตร์ ผสมเข้ามาจึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีลู่ทางไม่มากนักจึงสามารถเดาทางได้พอสมควร เพราะจากการปูทางวัยเด็กจวบจนถึงช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายของพนอ เธอต้องเผชิญหน้ากับกับความเปล่าเปลี่ยวและน่าสงสารซึ่งจากปมปัญหาที่ขมวดไว้ก็ไม่ทำให้แปลกใจสักเท่าไรที่เธอเติบโตไปเป็นครูพนอในลองของ นั่นจึงทำให้การดำเนินเนื้อหาค่อนข้างมีความราบเรียบไปสักหน่อย อาจจะไม่ได้มีปมปัญหาซับซ้อนหรือมีรูปแบบเนื้อหาเข้มข้นลึกซึ้งมากนัก แต่เป็นการชูโรงไสยศาสตร์มนต์ดำแบบเต็มอัตราแทบจะทุกสองนาทีจริงๆ

แม้ว่าในบทสนทนาหรือเนื้อหาในบางส่วนอาจจะมีความรู้สึกว่ากลายเป็นละครน้ำเน่าและมีไดอาล็อกชัดเจนไปอยู่บ้าง ซึ่งมันค่อนข้างตรงข้ามกับอารมณ์ที่กำลังต่อเนื่องในความเสียวสยองและความเจ็บปวดที่โดนทำร้าย ในขณะเดียวกันความเชื่อมโยงของตัวละครบางคนในฉากๆ หนึ่ง เรารู้สึกถึงความไม่สัมพันธ์กันทั้งการปรากฏตัวและการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกัน อาจผนวกรวมกับการตัดต่อฉากซึ่งพอมาเคล้ารวมกันจึงเกิดเป็นแผลที่ชัดเหมือนโดนคุณไสยมนต์ดำเข้าไปเช่นกัน และหากไม่ได้ใช้การเล่นของมาพยุงเนื้อหาเอาไว้ในตลอดระยะเวลาของการรับชมมันอาจจะจมมากกว่านี้เลยก็ว่าได้ เพราะฉากการเล่นของทั้งในการแก้แค้น และการเผชิญหน้ากับผู้เล่นของคนอื่นทำออกมาได้อึ้ง ทึ่ง เสียวจนขนลุกตลอดระยะเวลาของการรับชม
และสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกประทับใจคือ ฝีมือการแสดงของทีมนักแสดงทุกๆ คน พวกเขาสามารถถ่ายทอดมิติอารมณ์ของตัวละครและสร้างภาพจำให้กับตัวละครนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี โดย เฌอปราง อารีย์กุล ในบท พนอ สามารถออกแบบคาแรกเตอร์ที่มีความต่อเนื่องจากภาพยนตร์ลองของได้ค่อนข้างน่าสนใจ การแสดงท่าทางผ่านแววตา สีหน้า น้ำเสียง รู้สึกว่าทำได้ดีในระดับหนึ่งเลย ในขณะเดียวกัน นักแสดงคนอื่นๆ ยังคงเสริมอารมณ์ให้กับภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี ทั้ง แจ๊คกี้ จักริน แม้ว่าบทในช่วงแรกจะเบาบางและผิวเผินไปสักหน่อย แต่พอร้อยเรียงมาถึงช่วงกลาง-ปลายเขาก็ส่งอารมณ์มาถึงเช่นกัน
นอกจากนั้น มิ้ม รัตนวดี ผู้ที่เปล่งประกายมาหลายผลงานนี่ก็เป็นการพิสูจน์ฝีมือของเธอในอีกขั้นหนึ่ง เพราะดูเหมือนคาแรกเตอร์ของเธออาจจะไม่ได้หวือหวามากนัก แต่การแสดงในแต่ละจังหวะรู้สึกถึงความคมและอารมณ์อันเอ่อล้นเลยจริงๆ อีกทั้งการเสริมทัพมาด้วย น้ำตาล ชลิตา และ ลูกหว้า พิจิกา ทำให้องค์ประกอบโดยรวมหลายๆ ส่วนมันถึงพริกถึงขิงมากยิ่งขึ้น

มาถึงพาร์ตที่เราขอชื่นชมแบบสมอารมณ์หมายคือ การแต่งเอฟเฟกต์ให้กับตัวละคร เรารู้สึกถึงความสยดสยองพองขนในทุก ๆ ครั้งที่ได้เห็นตัวละครพวกนั้นโดนของ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการลงรายละเอียดของทีมงาน มีความสมจริงและสร้างความสะอิดสะเอียนได้รุนแรงมาก และแน่นอนว่าการใช้ CG เข้ามาช่วยผสมผสานในหลายๆ ฉากก็ทำให้ภาพยนตร์กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น แม้ว่าบางฉากอาจจะไม่สมบูรณ์และไม่สมจริงบ้างก็ตาม
ปฐมบทแห่งเรื่องราวไสยศาสตร์ของ พนอ นับว่าทำออกมาได้ถึงเครื่องของความเสียวสยองแทบจะทุกนาทีในระหว่างการรับชม เพียงแค่ความท้าทายในการร้อยเรียงคาแรกเตอร์ของตัวละครเราอาจจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงเสน่ห์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่นั่นก็ทดแทนด้วยความสยองจากการเล่นของจนต้องตัวสั่นอยู่ตลอด ร่วมกับองค์ประกอบการสร้าง การแต่งเอฟเฟกต์ของตัวละครมีความน่าแหวะแกะเกาและทุ่มทุนได้ดีมาก การเล่าต้นกำเนิดของพนอในครั้งนี้ก็ถือว่ายังอยู่ในมาตรฐานที่ดีของการเล่นไสยศาสตร์มนต์ดำ เพียงแค่อาจจะทำออกมาแล้วมีรอยแผลที่เหมือนโดนเล่นของใส่เช่นเดียวกัน




