รีวิวบอร์ดเกมบนคอนโซล Dokapon Kingdom: Connect
เมื่อพูดถึงบอร์ดเกมบนเครื่องคอนโซล หลายคนคงนึกถึงซีรีส์ยอดฮิตอย่าง Mario Party ที่โด่งดังมาตั้งแต่ยุค Nintendo 64 แต่จริง ๆ แล้ว ยังมีอีกหนึ่งตำนานที่เคียงคู่กันมาในยุค 90s อย่าง Dokapon ซีรีส์บอร์ดเกมผสม RPG ที่ขึ้นชื่อเรื่อง “ทำลายมิตรภาพ” ได้ไม่แพ้เกมลุงหนวด ภาคแรกวางขายบน Super Famicom ก่อนจะกลายเป็นที่นิยมสุด ๆ ในบ้านเราเมื่อถูกพอร์ตมาลงบน PlayStation 1 จนกลายเป็นเกมที่เด็กยุคนั้นรู้จักกันดี และในปีนี้ Dokapon ได้กลับมาอีกครั้งในชื่อ Dokapon Kingdom: Connect วางจำหน่ายบน Nintendo Switch โดยเปิดตัวในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และเพิ่งออกเวอร์ชันภาษาอังกฤษให้แฟน ๆ ได้สัมผัสอย่างเต็มอรรถรส ถือเป็นเรื่องพิเศษเพราะซีรีส์นี้ไม่ค่อยถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษมาก่อน ทำให้เกมเมอร์ไทยได้เล่นแบบ “อ่านออก เข้าใจเนื้อเรื่อง” กันสักที

เนื้อเรื่องที่ไม่ซับซ้อน แต่เข้ากับบอร์ดเกม
เรื่องราวที่ถูกแบ่งออกเป็น Chapters ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นผู้กล้าที่ต้องปกป้องอาณาจักรจากปีศาจร้าย เนื้อหาไม่ได้ลึกหรือละเอียดมากนัก เพราะจุดขายหลักอยู่ที่เกมเพลย์ แต่พล็อตก็พอจะเป็นแรงขับให้ผู้เล่นอยากเดินหน้าเคลียร์เมืองต่าง ๆ และสะสมทรัพยากรเพื่อฟื้นฟูความรุ่งเรืองของอาณาจักร คุณสามารถเลือกเพศและอาชีพได้ตามใจ ไม่ว่าจะเป็นนักดาบ จอมเวทย์ หรือโจร ซึ่งจะมีผลต่อสกิลและการต่อสู้ในเกม
กราฟิกและงานเสียง
สิ่งที่อาจทำให้หลายคนสะดุดตั้งแต่แรกเห็นคือกราฟิก ที่ยังคงความเชยราวกับเกมยุค PS2 ทั้งโมเดลตัวละครและแผนที่ดูเรียบง่ายเกินไป บางคนอาจมองว่าน่าจะพัฒนาภาพได้ดีกว่านี้ แต่หากมองในอีกมุม มันก็ดูเป็นความตั้งใจที่จะคงกลิ่นอายความคลาสสิกไว้ ด้านเสียงประกอบก็มาในแนวน่ารักสดใส ฟังแล้วชวนให้นึกถึงเกมการ์ตูนในยุค 2000s แม้จะไม่มีธีมติดหูเป็นพิเศษ แต่ก็ช่วยสร้างบรรยากาศได้ดี เสริมด้วยการใส่เสียงพากย์ในหลายฉากที่ช่วยให้เกมดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
เกมเพลย์: บอร์ดเกมผสม RPG
หัวใจหลักคือการเดินหมากบนกระดานแบบบอร์ดเกม โดยใช้การทอยลูกเต๋าเพื่อกำหนดจำนวนก้าว ระหว่างทางผู้เล่นจะเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งร้านค้า ศัตรู เมืองให้ยึดครอง หรือปราสาทสำหรับปลดล็อกเนื้อเรื่อง เมืองที่ยึดได้จะสร้างรายได้และทำให้ผู้เล่นมีอิทธิพลเหนือคนอื่น ระบบต่อสู้ยังคงเอกลักษณ์ไว้ด้วยการต่อสู้แบบ เทิร์นเบส ผสมกลยุทธ์การ “เดาใจ” คู่ต่อสู้ เช่น การเลือกว่าจะโจมตีแรงหรือป้องกัน และอีกฝ่ายต้องอ่านทางให้ขาด หากเดาถูกก็จะโจมตีได้รุนแรง แต่ถ้าเดาผิดก็อาจโดนสวนกลับจนพังได้ทันที จุดนี้แหละที่ทำให้เกมเต็มไปด้วยความตื่นเต้นทุกครั้งที่เข้าสู่การต่อสู้
จุดทำลายมิตรภาพยังอยู่ครบ
หนึ่งในเอกลักษณ์ที่ทำให้เป็นตำนานคือ “ระบบหักหลัง” ผู้เล่นที่หยุดอยู่บนช่องเดียวกันสามารถเปิดศึกต่อสู้กันเองได้ และเมื่อชนะก็สามารถยึดไอเทม เงิน หรือแม้กระทั่งเมืองของฝ่ายตรงข้ามได้ บางครั้งยังมีระบบแกล้งเพื่อน เช่น การขโมยสมบัติหรือกลั่นแกล้งระหว่างเดินทาง สิ่งเหล่านี้ทำให้บรรยากาศการเล่นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความหัวร้อนพร้อมกัน ในภาค Connect นี้ยังมีข่าวดี คือทีมงานใส่ระบบออนไลน์ เข้ามา ทำให้เล่นกับเพื่อนจากระยะไกลได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งเผชิญหน้ากันแบบสมัยก่อน แต่ก็ยังคง “ความเจ็บแสบ” ที่อาจทำให้มิตรภาพสั่นคลอนได้เหมือนเดิม
ภารกิจและความหลากหลายที่มากขึ้น
นอกจากการเดินเกมและต่อสู้ ผู้เล่นยังมีภารกิจย่อยมากมาย ทั้งการล่าขุมทรัพย์ ปลดปล่อยเมือง ปล้นสะดม NPC หรือแม้กระทั่งเล่นบ่อนการพนันในเกม จุดนี้ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับการเล่นและทำให้เกมไม่ซ้ำซาก นอกจากนี้ แผนที่ในภาคนี้ถูกออกแบบให้ใหญ่และซับซ้อนกว่าเดิม มีภูมิประเทศหลากหลาย มีด่านลับ และศัตรูที่แตกต่างกัน ทำให้การผจญภัยรู้สึกท้าทายและน่าสำรวจมากขึ้น
โหมดใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
Dokapon Kingdom: Connect ยังเพิ่มโหมดใหม่ถึง 3 แบบ ได้แก่:
- Town Raceแข่งปลดปล่อยเมือง ใครใช้เวลาน้อยสุดชนะ
- Kill Raceแข่งกันกำจัดศัตรูให้มากที่สุด
- Shopping Raceวิ่งหาไอเทมพิเศษในร้านค้าแล้วกลับมาที่จุดเริ่มต้น
โหมดเหล่านี้ช่วยเพิ่มสีสันและยืดอายุการเล่นได้ดี เหมาะกับคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากโหมดหลัก

สรุป
การกลับมาอาจไม่ใช่เกมที่ภาพสวยหรือเพลงเพราะจนต้องร้องว้าว แต่จุดแข็งยังคงอยู่ที่ เกมเพลย์และความวุ่นวายของมิตรภาพ ที่มอบทั้งความสนุก หัวเราะ และความหัวร้อนในเวลาเดียวกัน ใครที่เคยผ่านยุค PlayStation 1 คงอดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงความทรงจำเก่า ๆ และสำหรับคนรุ่นใหม่ นี่คือโอกาสดีที่จะได้สัมผัสตำนานเกมบอร์ดสุดโหดที่ทั้งน่ารักและโหดร้ายในเวลาเดียวกัน แม้กราฟิกจะดูย้อนยุคไปบ้าง แต่ความมันส์และความคลาสสิกยังครบถ้วน เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่แฟนบอร์ดเกมบนคอนโซลไม่ควรพลาดเด็ดขาด




