รีวิวหนัง Mufasa: The Lion King

Mufasa: The Lion King

รีวิวหนัง Mufasa: The Lion King” ส่วนแผ่ขยายตำนาน ฉบับเพลย์เซฟของดิสนีย์

หนึ่งในคอนเทนต์ที่กลายเป็นลายเซ็นของวอลต์ ดิสนีย์มานานหลายทศวรรษ ก็คือ The Lion King เรื่องราวของเจ้าป่าผู้ทรงอำนาจที่ยังคงครองใจผู้ชมทุกวัยทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นฉบับแอนิเมชันดั้งเดิมปี 1994 ที่ขึ้นหิ้งคลาสสิก หรือการรีเมกแบบโฟโตเรียลิสติกเมื่อปี 2019 ที่กวาดรายได้มหาศาล และเมื่อเวลาผ่านไป ดิสนีย์ก็ยังไม่ยอมปล่อยจักรวาลนี้ให้เงียบหาย กลับหยิบมาสานต่ออีกครั้งในรูปแบบภาคต้น กำเนิดของสิงโตผู้ยิ่งใหญ่ที่ทุกคนรู้จักในฐานะ “ราชา” ภายใต้ชื่อ Mufasa: The Lion King โครงเรื่องของหนังเปิดด้วย ราฟิกิ นักบวชเฒ่าผู้เคร่งขรึม ที่ถูกขอร้องให้ถ่ายทอดเรื่องราวของ มูฟาซา ไปยัง เคียร่า ลูกสาวของซิมบ้าและนาลา ร่วมด้วยคู่หูขวัญใจแฟน ๆ อย่าง ทีโมน และ พุมบ้า ที่เพิ่มสีสันและเสียงหัวเราะให้กับการเล่าเรื่อง ตำนานครั้งนี้พาย้อนกลับไปยังวัยเยาว์ของมูฟาซา—สิงโตน้อยกำพร้า โดดเดี่ยว และไร้ทิศทาง จนกระทั่งได้พบกับ ทาก้า สิงโตผู้มีสายเลือดแห่งราชวงศ์ (ซึ่งก็คือสการ์ในอนาคต) การพบกันของทั้งคู่กลายเป็นเส้นทางแห่งมิตรภาพ การผจญภัย และบททดสอบที่หล่อหลอมให้มูฟาซากลายเป็นสิงโตผู้ทรงเกียรติและแข็งแกร่ง

เบื้องหลังการกำกับและบทภาพยนตร์

ดิสนีย์วางใจให้ แบร์รี เจนกินส์ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Moonlight มากุมบังเหียนโปรเจกต์นี้ ถือเป็นก้าวแรกที่เขาได้มาลองงานฟอร์มยักษ์ในระดับบล็อกบัสเตอร์ ซึ่งแฟน ๆ ต่างจับตาว่าเขาจะเติมความละเมียดละไมของหนังดรามาเข้ากับมหากาพย์เจ้าป่าได้แค่ไหน ด้านบทภาพยนตร์ ยังคงได้ เจฟฟ์ นาธานสัน จากเวอร์ชันปี 2019 มาต่อยอด ขยายเส้นเรื่องให้กว้างขึ้น อ้างอิงจากรากเหง้าของต้นฉบับปี 1994 โดยพยายามเสริมรายละเอียดใหม่ ๆ ที่เล่าถึงเบื้องหลังของมูฟาซา

งานสร้างที่ตระการตา

หากพูดถึงสิ่งที่ดิสนีย์ถนัดที่สุด ก็คือการแสดงพลังด้านงานสร้าง ซีจีโฟโตเรียลิสติก ที่สมจริงจนชวนขนลุก ทีมผู้สร้างใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่เส้นขนสิงโตไปจนถึงทุ่งหญ้าสะวันนา ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังชมสารคดีสัตว์ป่าที่แฝงมนตร์ขลังของเทพนิยายเข้าไป ต้องยอมรับว่าภาพและเทคนิคพิเศษยังคงเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้หนังโดดเด่นกว่าผลงานแอนิเมชันของสตูดิโออื่น ๆ โดยเฉพาะการขยายสเกลงานให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่กระนั้น ความงามของภาพก็ไม่ได้ช่วยยกระดับให้บทหนังทรงพลังขึ้นอย่างที่ควร

พล็อตสูตรสำเร็จและความเสี่ยงที่ขาดหาย

แม้งานสร้างจะหรูหรา แต่บทกลับเลือกเดินใน “เซฟโซน” ที่คุ้นเคยเกินไป เนื้อเรื่องเต็มไปด้วยพล็อตดรามาครอบครัวและมิตรภาพที่ดิสนีย์ใช้ซ้ำมาหลายรอบ การเล่าเรื่องจึงราบเรียบ คาดเดาง่าย ไร้ความตื่นเต้นที่ทำให้ผู้ชมต้องลุ้นจนตัวเกร็ง แทนที่จะได้สัมผัสพลังการเล่าเรื่องระดับตำนานแบบที่ต้นฉบับเคยสร้างไว้ ภาคนี้กลับรู้สึกเหมือนละครน้ำเน่าที่รีเมกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เด็ก ๆ อาจเพลินกับภาพสวยและตัวละครที่คุ้นเคย แต่สำหรับผู้ใหญ่หลายคนก็อาจรู้สึกว่าไม่ต่างจากการดูเนื้อหาที่เคยเห็นมาก่อน

ดนตรีและเพลงประกอบ เสียงที่ยังไม่ตราตรึง

ดิสนีย์มักฝากความประทับใจไว้ผ่านเพลง แต่น่าเสียดายที่ Mufasa: The Lion King ขาดเพลงที่ทรงพลังแบบ Circle of Life หรือ Can You Feel the Love Tonight ในภาคแรก เพลงใหม่แทบไม่มีท่อนใดที่ติดหูหรือกลายเป็นเอกลักษณ์ สร้างอารมณ์โรแมนติกและถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เพลงประกอบ แม้ได้ ลิน-มานูเอล มิแรนด้า มารับหน้าที่สร้างสรรค์ แต่ผลงานครั้งนี้กลับไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนยุคทองของเขาในทศวรรษ 2010s ทำให้ดนตรีของหนังจืดชืดกว่าที่คาดหวังไว้ ด้านการให้เสียงพากย์คือจุดที่น่าสนใจ หนังผสมผสานทีมใหม่กับทีมเก่าเข้าด้วยกัน แอรอน ปิแอร์ รับหน้าที่สานต่อเสียงของมูฟาซา ถ่ายทอดออกมาได้เข้มขลังและสง่างามพอสมควร เพื่อเป็นการรำลึกถึง เจมส์ เอิร์ล โจนส์ ผู้ล่วงลับที่เป็นเสียงต้นฉบับในปี 1994 เคนวิน แฮร์ริสัน จูเนียร์ และ ทิฟฟานี บูนน์ รับบทเสียงทาก้าและซาราบี เพิ่มความดราม่าให้กับเรื่องราว ขณะที่ แมดส์ มิคเคลเซน ในบทวายร้ายคีโรส ถ่ายทอดน้ำเสียงทรงพลังจนขนลุก และ บลู ไอวี คาร์เตอร์ ลูกสาวของบียอนเซ่ ก็เปิดตัวครั้งแรกในฐานะนักพากย์เสียงสิงโตน้อยได้อย่างน่าจับตา

สรุป ความงามที่ขาดพลัง

เมื่อมองภาพรวมคือหนังที่ยังคงไว้ซึ่งความอลังการด้านงานภาพและซีจี แต่ในแง่เนื้อหาและบทเพลงกลับไม่สามารถสร้างเสน่ห์และความทรงจำใหม่ ๆ ให้ผู้ชมได้มากพอ มันอาจยังคงเป็นงานเพลย์เซฟในสไตล์ดิสนีย์ที่ “ดูเพลิน” แต่ไม่ได้ “ตราตรึง” สำหรับแฟน ๆ ที่อยากเห็นการขยายจักรวาล The Lion King หนังเรื่องนี้อาจตอบโจทย์ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับใครที่หวังการปฏิวัติหรือความกล้าท้าทายแบบใหม่ ๆ นี่อาจเป็นเพียงอีกหนึ่งบทเสริมที่ไม่ทิ้งร่องรอยใหญ่โตในประวัติศาสตร์ดิสนีย์

 

Scroll to Top