รีวิวหนัง Let Go ปล่อย

Let Go ปล่อย

รีวิวหนัง Let Go ปล่อย

รีวิวหนัง Let Go ปล่อย นี่น่าจะเป็นหนังอีกเรื่องในปีนี้ที่เราอยากจะแนะนำให้คุณ ๆ ได้ดูกัน เพราะมันคือหนังจากสวีเดนที่แทบจะไม่ได้อยู่ในสายตาผู้ชมเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าเมื่อได้ลองเปิดและเสพคอนเทนท์นี้ดูกลับพบว่าข้อความในหนังเรื่องนี้ช่างยิ่งใหญ่และมีความเป็นสากลมาก ๆ เรื่องนี้ก็คือ Let Go ปล่อย หนังดราม่ากลิ่นครอบครัวที่กำลังพังทลายครื้นลงไปต่อหน้า กลายเป็นหนังที่มาช่วยดึงสติและฮีลหัวใจของเหล่าผู้คนที่กำลังติดอยู่ในวังวนของปัญหาครอบครัวLet Go เป็นเรื่องราวของพ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่ง ได้ตัดสินใจออกเดินทางโร้ดทริปเพื่อไปดูการแข่งขันเต้นโพลแดนซ์ของลูกสาววัยรุ่นของพวกเขา แต่สถานการณ์ภายในครอบครัวของพวกเขากำลังตกอยู่ในช่วงเวลาที่แสนเปราะบาง สเตลลาที่้ต้องรับมือกับภาระการดูแลครอบครัว จนทำให้เธอคิดว่าสามารถควบคุมทุกอย่างได้หมด ขณะที่กุสตาฟก็เหนื่อยหน่ายกับแวดล้อมที่ไม่มีความสุข เขาแอบเป็นชู้ลับกับเพื่อนร่วมงาน และต้องการจะหย่า ซึ่งดูเหมือนว่าเส้นทางของครอบครัวนี้กำลังไปสู่ช่วงเวลาแห่งการพังทลาย หนังเรื่องนี้เป็นผลงานล่าสุดของนักแสดงและนักสร้างหนังหญิงไฟแรงในนาทีนี้ อย่าง “โจเซฟิน บอร์เนบุชช์” ที่เธอเพิ่งจะเกิดสุด ๆ กับการเป็นหนึ่งในผู้กำกับจากซีรีส์ดังแห่งปี Baby Reindeer  โดยเรื่องนี้เธอแทบจะรับทุก ๆ รับหน้าที่ ไม่ว่าจะกำกับ เขียนบท และแสดงนำเอง นั่นเป็นปัจจัยที่หนังเรื่องนี้ค่อนข้างเข้าเส้นและเข้าถึงอินเนอร์แห่งความสัมพันธ์ที่เผลอทำให้เราน้ำตาร่วงไหลแบบไม่รู้ตัว

บอกตรง ๆ บทหนัง Let Go เรื่องนี้อาจจะไม่ได้หวือหวาและมีอะไรที่ใหม่นัก แต่ทว่าประเด็นของหนังเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นปึกแผ่นได้อย่างน่าเหลือเชื่อ กลายเป็นหนังดรามาที่สอดแทรกประเด็น เรื่องราวปัญหาครอบครัว ที่ไม่ต่างกับฟางเส้นสุดท้าย ที่อาจจะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาชีวิตคู่ที่ในหลาย ๆ คู่อาจจะเคยเผชิญหน้ากันมา เป็นการหยุมนำเอาปัญหามาทำให้การคลี่คลายและจัดให้เข้าที่เข้าทางอยู่ตรงหน้า กลายเป็นออกมาเป็นบทที่่ค่อนข้างทรงพลังและทัชหัวใจคนดูได้ดี การเล่าเรื่องในหนังเรื่องนี้อาจจะดูธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่สามารถทำให้กลมกล่อมได้อย่างน่าประหลาดใจ โดยที่ 30 นาทีเป็นการสาดปัญหาแต่คนละใส่คนดูแบบไม่ยั้ง ประหนึ่งระเบิดเวลาที่ใกล้จะแตกสลายได้ทุกเมื่อ แต่ฐิติต่าง ๆ ก็เจือจางลงไปเรื่อยกับการร้อยเรียงเรื่องราวด้วยเหตุผล สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาความสัมพันธ์ก็คือแค่การนั่งลงและหันหน้ามาคุยกันดี ๆ เพราะท้ายที่สุด ความรักก็คือชัยชนะของทุก ๆ ความสัมพันธ์ ระหว่างที่นั่งดูหนังเรื่องนี้ก็แอบฉุกคิดอยู่ตลอดเวลาว่า Let Go ค่อนข้างมีบทหนังและประเด็นที่มีความเป็นสากลอยู่ไม่น้อย คงจะไม่แปลกใจเลยถ้าหากว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะมี Let Go เวอร์ชั่นรีเมคสร้างใหม่จากประเทศต่าง ๆ เพราะมันกลายเป็นสตอรี่ที่สามารถปรับให้เข้ากับบริบทต่าง ๆ ในแต่ละสังคมได้ไม่ยากเลย และคีย์แมสเซจของหนังเรื่องนี้ก็เปี่ยมล้นไปด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่ใจฟูเหลือเกิน 

ในแง่โปรดักชันงานสร้างก็อาจจะเป็นไปตามมาตรฐานของหนังสวีเดน ที่ค่อนข้างมีการออกแบบที่น่าพอใจดีอยู่แล้ว บางมุมบางทิศทางของหนังก็แอบมีกลิ่นอายงานสร้างคล้าย ๆ กับหนังออกสาร์ อย่าง CODA อะไรทำนองนั้น ขณะที่งานประพันธ์เพลงของ “อูโน เฮลเมอร์สัน” ก็ทำออกมาได้สัมผัสหัวใจ เช่นเดียวกับ งานถ่ายภาพเฉียบคมของช่างภาพฝีมือดี “แรคนา ยอร์มิง” (จาก Hilma และ Orca) ก็ทำออกมาใช้ได้ พาร์ทการแสดงก็ทำได้น่าประทับใจเช่นเดียวกัน เพราะการที่จัดสรรรับมือกับทุกส่วนหลัก ๆ ของหนัง ก็ทำให้ โจเซฟิน บอร์เนบุชช์ ปล่อยพลังการทางแสดงออกมาได้ถึงแก่นและถึงอารมณ์มาก ๆ เธอได้ใช้พรสรรค์สรรค์สร้างออกมาเป็นแอคติ้งที่คมคาย ยิ่งมารับส่งบทกับ “เพล สแวร์ ฮาเกน” ด้วยแล้ว ทั้งคู่ยิ่งส่งเสริมกันและกันเป็นอย่างดี จึงทำให้ในแง่แอคติ้งของเรื่องนี้แทบจะไม่ต้องเป็นห่วงอะไรเลย ดังนั้นโดยสรุปแล้ว Let Go ปล่อย กลายเป็นหนังสวีเดนที่ค่อนข้างเป็นม้ามืดทีเดียว เพราะข้อความของหนังเรื่องนี้ช่างยิ่งใหญ่และอบอวลไปด้วยความรักที่ก่อเกิดกลางปัญหาครอบครัว เป็นสารส่งไปถึงทุก ๆ ครอบครัวที่ไม่เพอร์เฟคได้เป็นอย่างดี มาพร้อมกับงานสร้างที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างดี และสามารถนำไปต่อยอดสร้างรีเมคเป็นอีกหลายเวอร์ชันได้สบายเลย กลายเป็น หนังดราม่า ที่ไม่ได้เหลียวแล แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่ประทับใจเป็นอย่างดี

Scroll to Top