รีวิวหนัง “Bridget Jones Mad About the Boy” มหกรรมรวมญาติฉบับเติบโตมาด้วยกันของแทร่
ก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าเรื่องราวของผู้หญิงธรรมดา ๆ ที่ช่างฝันและเต็มไปด้วยความโก๊ะเก้งจะถูกถักทอให้กลายเป็นแฟรนไชส์หนังโรแมนติกที่มีอายุยาวนานกว่าสองทศวรรษ และวันนี้ก็เดินทางมาถึงภาคที่ 4 แล้วกับ “Bridget Jones Mad About the Boy บริดเจ็ท โจนส์ หลงหนุ่มหนักมาก” ที่เสมือนเป็นทั้งบทสรุปและการนัดรวมญาติให้แฟนหนังได้หวนระลึกถึงความทรงจำมากมายที่เคยผูกพันมาตลอดการเดินทางของตัวละครหญิงสุดไอคอนิกคนนี้

ในวัยเลข 5 บริดเจ็ทยังคงเป็นคนเดิมที่มีความเปิ่นน่ารัก แต่ชีวิตก็ได้พัดพาเธอมาสู่บทบาทใหม่—การเป็นแม่ม่ายและคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ แต่เธอก็ยังห้อมล้อมไปด้วยคนที่รักและห่วงใย ทั้งครอบครัว เพื่อนสนิท และแม้กระทั่งแดเนียล อดีตคนรักที่ยังวนเวียนอยู่ไม่ห่าง จนเมื่อเธอกลับมาทำงานอีกครั้ง โลกยุคใหม่ก็พาเธอไปพบความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ และนั่นก็นำพาหนุ่มรุ่นน้องสองคนเข้ามาเขย่าหัวใจ หนึ่งคือคุณครูของลูกสาว และอีกหนึ่งคือหนุ่มหล่อฮอตที่อายุแทบจะเป็นลูกชายของเธอได้เลย
ภาคนี้ถือเป็นก้าวที่แตกต่างจากสามภาคก่อน เพราะจากเดิมที่เน้นเส้นเรื่องรักโรแมนติกเป็นหลัก คราวนี้ Bridget Jones พาเราไปสำรวจชีวิตของผู้หญิงวัยกลางคนอย่างจริงจังมากขึ้น หนังสะท้อนภาพการใช้ชีวิตที่ไม่ใช่เพื่อตัวเองอีกต่อไป แต่เพื่อคนรอบข้างและหน้าที่ที่แบกอยู่บนบ่า จึงทำให้โทนเรื่องเต็มไปด้วยความจริงจังมากกว่าที่เคย แต่ก็ยังคงกลิ่นอายความอบอุ่นและขันขำที่เป็นเอกลักษณ์ การกำกับโดย ไมเคิล มอร์ริส ผู้คร่ำหวอดจากซีรีส์ดังอย่าง 13 Reasons Why และ Better Call Saul ทำให้หนังมีลายเซ็นของดราม่าที่เข้มขึ้น แม้งานกำกับจะยังมีจุดที่ไม่คมชัดและบางช่วงยืดยานไปบ้าง แต่ก็ยังพอถ่ายทอดบรรยากาศของลอนดอนในมุมของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเหงาและความโดดเดี่ยวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งหนังยังมีการใส่กิมมิกและอีสเตอร์เอ้กเล็ก ๆ ที่ทำให้แฟนเก่าแก่ยิ้มออก เพราะมันคือการหวนคืนสู่พื้นที่และเรื่องราวที่เราคุ้นเคย
บทหนังครั้งนี้ดัดแปลงจากนิยายของ เฮเลน ฟิลดิง ที่เจ้าของผลงานลงมามีส่วนร่วมในการเขียนบทด้วย ร่วมกับ แดน เมเซอร์ และ อาบิ มอร์แกน ส่งผลให้เรื่องราวละเอียดและลึกซึ้งมากขึ้น ตัวละครถูกขยายให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเช่นกัน แม้ความยาวสองชั่วโมงอาจจะทำให้บางช่วงดูย้วย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือบทที่พาเราเข้าถึงหัวใจของบริดเจ็ทได้ใกล้ชิดที่สุด สิ่งที่เป็นหัวใจจริง ๆ ของหนังคือทีมนักแสดง เรเน เซลเวเกอร์ กลับมาสวมบทบริดเจ็ทได้อย่างสมบูรณ์แบบราวกับไม่เคยห่างหายไปไหน เธอคือบริดเจ็ทอย่างแท้จริง ทั้งท่าทาง น้ำเสียง และการสื่ออารมณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เก็บรายละเอียดได้หมด ร่วมด้วยการกลับมาของนักแสดงรุ่นเก่าอย่าง ฮิวจ์ แกรนท์, คอลิน เฟิร์ธ, เอ็มมา ทอมป์สัน และการเสริมทีมด้วยหน้าใหม่อย่าง ชูวิเท็ล เอจีโอฟอร์ และ ลีโอ วูเดลล์ ทำให้ภาคนี้เต็มไปด้วยความทรงจำผสมกับลมหายใจใหม่ ๆ อย่างลงตัว

โดยสรุปแล้วเรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังรักที่สมบูรณ์แบบที่สุดของแฟรนไชส์นี้ แต่เป็นการส่งท้ายที่มีความหมายอย่างลึกซึ้ง การได้เห็นบริดเจ็ทเติบโตและรับมือกับชีวิตในวัยกลางคนคือสิ่งที่ผู้ชมหลายคนสัมผัสได้จริง หนังอาจจะไม่มีอะไรใหม่มากนักและยืดยาวไปบ้าง แต่ความผูกพันกับตัวละครและทีมนักแสดงชุดใหญ่ที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้งก็คือกำไรที่แฟนหนังทุกคนจะได้รับเต็ม ๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของบริดเจ็ทไม่ใช่แค่การตามหา




