มิติชีวิตถูกทับถมกดทับแห่งระบบ..ความเหลื่อมล้ำ เชื่อเหลือเกินว่าด้วยโทนและทิศทางของหนังเรื่องนี้ ต้องทำให้คนดูจำนวนไม่น้อยพากันเข้าใจว่านี่คือหนังแนวยูริ หรือแนวความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับหญิง ก็คงจะเป็นเช่นนั้นแต่อาจไม่ใช่เนื้อแท้ของหนัง เพราะองค์ประกอบความสัมพันธ์เชิงความหลากหลายทางเพศนั้นเป็นเพียงแค่องค์ประกอบที่เคลือบแคลง ใน “แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา” กลับซ่อนประเด็นที่หนักหน่วงยิ่งกว่านั้น และจีดีเอชก็ยับดขยี้คอนเทนท์ดรามาจัดจ้านอีกเรื่องอย่างต่อเนื่อง เจน กับ แอน แบ่งปันทุกโมเมนต์ร่วมกันและยังตัวติดกันเสมอ พวกเธอเกิดและเติบโตกับครอบครัวตำรวจในแฟลต หลังเลิกเรียนก็มักจะมาตีแบตด้วยกัน เจนหวังว่าจะได้อยู่ที่แฟลตนี้ โดยมีแอนเคียงข้างกันไปตลอด จนกระทั่งการเข้ามาของอาตอง ตำรวจหนุ่มที่เพิ่งย้ายมาอยู่แฟลต ที่ไม่เพียงสั่นคลอนมิตรภาพของทั้งคู่ แต่ยังทำให้เจนและแอน ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ครอบครัวที่ไร้พ่อผู้เป็นตำรวจเช่นครอบครัวของแอน อาจมีเวลาที่จะอยู่ในแฟลตแห่งนี้เหลือน้อยลงไปทุกที บอกได้ว่าการที่ได้ “แคลร์-จิรัศยา วงษ์สุทิน” มารับหน้าที่ดูแลงานสร้างในทุกองค์ประกอบของหนังเรื่องนี้เป็นช้อยส์ที่คิดได้ถี่ถ้วนดี เพราะเธอทั้งกำกับและเขียนบท ที่ได้ยินมาว่าหยิบเอาจากประสบการณ์และภูมิหลังที่เคยได้มีโอกาสอาศัยอยู่ในแฟลตข้าราชการมาจริง ๆ นั่นจึงกลายเป็นการสะท้อนภาพที่มาจากผู้ที่รู้อย่างถ่องแท้ ผนวกเข้ากับความละเอียดในแง่งานสร้างที่ยังต้องยกนิ้วให้กับผู้กำกับหญิงรายนี้จริง ๆ
แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา เป็นหนังที่ค่อนข้างใส่ใจเกี่ยวกับรายละเอียดในการสร้างแวดล้อมและบรรยากาศของหนังได้อย่างดีเยี่ยม อาจจะโชคดีหรือไม่ที่โลเคชันยังค่อนข้างหาได้และเหมาะเจาะกับโครงเรื่องของหนังได้ดีอยู่ในปัจจุบัน แทบจะไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมากมาย ความเป็นแฟลตในเมืองใหญ่ก็ยังเต็มไปด้วยวิถีชีวิตของคนชนชั้นกลางไปถึงล่างในสังคมได้อย่างแจ่มชัดอยู่ ขณะที่องค์ประกอบของบทหนัง ต้องยอมรับว่าแฟลตเกิร์ลอาจจะยังไม่ได้สร้างความสดใหม่ได้สักเท่าไหร่หนัก แต่หนังเองก็โดดเด่นตรงที่มิติทรงเสน่ห์ที่ค่อย ๆ ปล่อยของทีละเรื่อย ๆ สู่ห้วงความคิดของคนดูทีละน้อย อาจจะไม่ใช่หนังที่มีจังหวะการร้อยเรียงที่เร็วฉับไวอะไร มีมุมและมีจุดที่ยังขาด ๆ เกิน ๆ ไปอยู่บ้าง แต่บทหนังก็ยังถือว่าค่อนข้างแข็งแรงบนพื้นฐานของความดรามาที่ชูประเด็นความเหลื่อมล้ำบนระบบในสังคมไทยแบบเจ็บ ๆ คัน ๆ นี่คือหนังความยาว 2 ชั่วโมงที่พาเราไปสำรวจชีวิตของเด็กสาวที่ค่อนข้างถูกบั่นทอนความฝันไปทีละเรื่อย ๆ กับความเป็นอยู่ในแฟลตที่ไม่ต่างกับการบดบังความหวังไปทีละเรื่อย ๆ หนังเต็มไปด้วยการสะท้อนแง่มุมชีวิตและสังคมได้ค่อนข้างคมคาย งัดจังหวะการเสียดสีระบบข้าราชการไทยและความล้าหลังต่าง ๆ ที่ทำให้บมเพาะเป็นปัญหาในครัวเรือนที่ปล่อยให้สะสมกันแบบทับถมจนแทบจะไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากได้ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา ค่อนข้างดีเด่นในเรื่องงานสร้าง มุมมองผ่านมุมภาพของหนังเรื่องนี้ออกมาค่อนข้างเฉียบคมนี้ เพราะนอกจากจะได้แวดล้อมที่สื่อแกนหลักของหนังได้เป็นอย่างดีแล้ว หนังจะมีมุมกล้องและมุมภาพ รวมทั้งวิธีการจัดแสงจัดไฟได้อย่างลุ่มลึกได้ด้วย มีกลิ่นอายความเป็นหนังดรามาฮ่องกงเบา ๆ แต่ออกมาด้วยลีลาของหนังไทยอันคงความเป็นเอกลักษณ์ได้ดีอยู่
ส่วนพาร์ททางการแสดงนั้น ต้องบอกเลยว่าค่อนข้างประหลาดใจอยู่เหมือนกัน เพราะกลายเป็นว่า 2 นักแสดงนำที่ยังค่อนข้างใหม่กับเวทีนี้ อย่าง “เอินเอิน ฟาติมา” กับ “แฟร์รี กิรณา” กลายเป็นการจับคู่ประคับประคองหนังทั้งเรื่องนี้ได้แบบไม่จมไม่หายเลยสักนิดเดียว โดยเฉพาะ สาวเอินเอิน ที่กลายเป็นการเล่นหนังเรื่องแรกที่ผ่านฉลุย ไม่คิดว่าจะไปถึงบทบาทและบทก็ส่งเธอได้อย่างดีเช่นนี้ด้วย กลายเป็นเธอสามารถแบกรับบทหนังเอาไว้บนบ่าเล็ก ๆ ได้อย่างมั่นคง และทำการแสดงได้ในระดับชิงรางวัลได้สบาย ๆทางด้าน แฟร์รี กิรณา อาจจะยังมีช่วงที่ขาด ๆ เกิน ๆ ไปอยู่บ้าง แต่น่ามหัศจรรย์ที่กลายเป็นว่าจุดที่ยังด้อนทางการแสดงของเธอกลายมาเป็นส่วนที่ช่วยเติมเต็มและสร้างมุมมองมิติให้กับคาแรกเตอร์ที่ถือครองอยู่ได้อย่างประทับใจ สะท้อนออกมาด้วยการแสดงที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ยิ่งมารับบทส่งบทกับคู่แสดงด้วยแล้ว ทำให้พวกเธอเป็นองค์ประกอบที่ช่วยกันเคียงข้างกันไปตลอดทั้งเรื่องได้อย่างน่าประทับใจส่วนพาร์ททางการแสดงนั้น ต้องบอกเลยว่าค่อนข้างประหลาดใจอยู่เหมือนกัน เพราะกลายเป็นว่า 2 นักแสดงนำที่ยังค่อนข้างใหม่กับเวทีนี้ อย่าง “เอินเอิน ฟาติมา” กับ “แฟร์รี กิรณา” กลายเป็นการจับคู่ประคับประคองหนังทั้งเรื่องนี้ได้แบบไม่จมไม่หายเลยสักนิดเดียว โดยเฉพาะ สาวเอินเอิน ที่กลายเป็นการเล่นหนังเรื่องแรกที่ผ่านฉลุย ไม่คิดว่าจะไปถึงบทบาทและบทก็ส่งเธอได้อย่างดีเช่นนี้ด้วย กลายเป็นเธอสามารถแบกรับบทหนังเอาไว้บนบ่าเล็ก ๆ ได้อย่างมั่นคง และทำการแสดงได้ในระดับชิงรางวัลได้สบาย ๆทางด้าน แฟร์รี กิรณา อาจจะยังมีช่วงที่ขาด ๆ เกิน ๆ ไปอยู่บ้าง แต่น่ามหัศจรรย์ที่กลายเป็นว่าจุดที่ยังด้อนทางการแสดงของเธอกลายมาเป็นส่วนที่ช่วยเติมเต็มและสร้างมุมมองมิติให้กับคาแรกเตอร์ที่ถือครองอยู่ได้อย่างประทับใจ สะท้อนออกมาด้วยการแสดงที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ยิ่งมารับบทส่งบทกับคู่แสดงด้วยแล้ว ทำให้พวกเธอเป็นองค์ประกอบที่ช่วยกันเคียงข้างกันไปตลอดทั้งเรื่องได้อย่างน่าประทับใจมันคือหนังที่กล้าเปิดรับการเรียนรู้ในชีวิตที่มีแต่เติบโตขึ้นทุกวัน ผ่านประสบการณ์ ผ่านความรัก ผ่านความรู้สึก ที่กลั่นกรองออกมาเป็นหนังชีวิตที่เต็มไปด้วยรสชาติที่หวานขมปะปนกันไประหว่างเคหะชั้น 4-5 ชั้นที่ผู้คนนับร้อยชีวิตอาศัยอยู่ร่วมตึกเดียวกัน แต่ละห้องก็ต่างมีปัญหาที่แตกต่างกัน แต่ละชีวิตก็ต้องหาทางไขว่คว้าให้รอดไปวัน ๆ กับการแข่งขันในสังคมที่ถูกกดและทับถมภายใต้ระบบที่ไม่มีแม้สิทธิ์ที่จะได้ออกแบบกฎได้ด้วยตัวเอง




