รีวิวหนัง แต่ง..Monk (Will You Marry Monk?) – เมื่อความเชื่อกลายเป็นเรื่องวุ่นวายสุดฮา
วงการหนังไทยไม่เคยละเลย “พระสงฆ์” ในฐานะคาแรกเตอร์บนจอเงิน และ แต่ง..Monk (Will You Marry Monk?) ก็เป็นอีกครั้งที่นักสร้างหนังหยิบเอาชุดจีวรและพุทธศาสนามาเล่าในมุมใหม่ มุมที่ทั้งกล้าท้าทาย ขบขัน และตั้งคำถามกับความเชื่อได้อย่างแสบสันพอตัว หนังเปิดเรื่องด้วยพล็อตที่ไม่ธรรมดา เมื่อ “หลวงพี่เป้” พระไทยเคร่งวินัย ต้องห้ามน้องสาวสุดที่รักไม่ให้แต่งงานกับ “พระชิน” พระญี่ปุ่นที่ทั้งเที่ยวผับ ดื่มเบียร์ และทำตัวผิดภาพพระในแบบไทยแทบทุกอย่าง! ถึงแม้จะนับถือพุทธเหมือนกัน แต่กลับมีความต่างด้านแนวปฏิบัติอย่างสุดขั้ว เรื่องราวอลหม่านจึงเริ่มต้นขึ้นข้ามประเทศ ไทย-ญี่ปุ่น อย่างไม่ทันตั้งตัว
พล็อตกล้า เสี่ยง แต่แหวกขนบ
สิ่งแรกที่ทำให้ แต่ง..Monk โดดเด่นคือความกล้าในการตั้งคำถาม ถ้า “พระ” จะขอแต่งงานได้หรือไม่? เป็นไอเดียที่อาจฟังดูขัดแย้งกับหลักพุทธในบ้านเรา แต่ทีมผู้สร้างก็ใส่เหตุผลรองรับไว้ได้พอสมควร โดยใช้ความแตกต่างของนิกายพุทธมาเป็นแกนกลาง พร้อมสอดแทรกการตั้งคำถามถึงศรัทธาและความยืดหยุ่นของศาสนาในแต่ละวัฒนธรรม แม้บทหนังจะมีรอยรั่วบางจุด เช่น การพัฒนาเรื่องราวที่บางช่วงดูรีบเร่ง หรือจังหวะการเล่าเรื่องที่ไม่สม่ำเสมอ แต่ก็ยังพอถูกชดเชยด้วยไอเดียหลักที่แข็งแรง และมุกตลกเบรกซีนที่พอทำให้เรื่องไม่ดูเครียดจนเกินไป
โปรดักชันไทยในแดนอาทิตย์อุทัย
เกินครึ่งของ แต่ง..Monk ถูกถ่ายทำที่ญี่ปุ่น และนี่คือจุดแข็งอีกอย่างของหนัง เพราะทีมงานใช้โลเคชันแบบไม่ซ้ำซาก ถ่ายทอดภาพญี่ปุ่นในมุมที่ไม่คุ้นตาผู้ชมทั่วไป โลเคชันอาจไม่ได้หลากหลายมาก แต่ใช้ได้คุ้มค่าในทุกฉาก แถมยังช่วยสร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่ให้กับหนังไทยได้เป็นอย่างดี ในแง่ของงานกล้องและตัดต่อ แม้ยังไม่ถึงขั้นโดดเด่น แต่ก็ทำได้มาตรฐาน ไม่มีฉากที่น่าเบื่อจนหลุดโฟกัส แม้บางครั้งจะให้อารมณ์เหมือนดูซีรีส์มากกว่าหนังโรงก็ตาม
นักแสดงคือหัวใจหลัก
หนึ่งในจุดที่ช่วยดัน แต่ง..Monk ให้รอดอย่างน่าชื่นชมคือการแสดง “เป้ อารักษ์” กลับมาสวมบทพระอย่างเต็มตัว เป็นบทที่อาจดูนิ่งเงียบ แต่เป้ก็แสดงให้เห็นว่าความสามารถด้านคอมเมดี้ของเขายังมีพลัง และเข้าถึงตัวละครได้อย่างน่าประทับใจ ในขณะที่ “เฟย ภัทร” รับบทเป็นพระญี่ปุ่นได้อย่างมีเสน่ห์ การพูดไทยสำเนียงญี่ปุ่นของเขาไม่ได้แค่ตลก แต่ยังมีความแม่นยำในการจับภาษาที่น่าทึ่ง แถมยังพูดภาษาญี่ปุ่นได้ลื่นไหลกว่าที่คาด
ส่วน “ออม กรณ์นภัส” แม้จะเป็นบทเดบิวต์ในจอใหญ่ แต่ก็ถ่ายทอดความน่ารักแบบธรรมชาติได้ดีทีเดียว แม้ซีนอาจไม่เยอะ แต่มีพลังพอจะทำให้ผู้ชมจดจำได้ แน่นอนว่าอีกสามตัวละครที่มาแย่งซีนเต็ม ๆ คือ “จาตุรงค์ พลบูรณ์”, “แจ็ค เฉลิมพล” และ “โอม ธนาภัค” ทั้งสามคนมารับหน้าที่เติมความฮาในทุกจังหวะ ทั้งมุกลื่น มุกแป้ก รวมถึงมุกเสียดสีบางเบา ช่วยเพิ่มจังหวะที่หนังต้องการความผ่อนคลายได้ดี
สรุป: หนังตลกที่กล้าแหกกรอบอย่างน่ารัก
แต่ง..Monk อาจไม่ใช่หนังไทยที่เพอร์เฟกต์ในทุกด้าน แต่มันคือหนังที่มีความตั้งใจจริงและพยายามหยิบประเด็นศาสนา ที่มักถูกนำเสนอแบบเคร่งขรึม มาเล่าในมุมมองที่เบาสมอง แต่ก็ชวนให้คิด ความแปลกใหม่ในการหยิบเอาความต่างของนิกายพุทธมาเล่นแบบไม่บิดเบือนจนเกินเหตุ ถือเป็นจุดแข็งของเรื่องนี้ แม้จะยังขาดการขยี้ประเด็นลึก ๆ ไปบ้าง แต่ก็พอมีน้ำหนักให้คนดูได้กลับไปคิดต่อ นี่คือหนังไทยขนาดกำลังดี ยาวแค่ 90 นาทีที่อาจจะไม่ได้ฮาตลอดทาง แต่มีจังหวะให้ยิ้ม ชวนเซอร์ไพรส์ และทำให้เราอยากรู้ว่าความรักระหว่าง “พระ” กับ “หญิงสาว” จะลงเอยอย่างไร แบบไม่ต้องบาป




