รีวิวหนัง The Apprentice กว่าจะเป็นลุง
รีวิวหนัง The Apprentice กว่าจะเป็นลุง เรียกว่ามาได้ถูกจังหวะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ และมาถูกจังหวะที่โดนัลด์ ทรัมป์ นักธุรกิจและมหาเศรษฐีคนดัง ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 เป็นสมัยที่ 2 แบบเป๊ะ ๆ สำหรับหนังชีวประวัติเรื่องแรกของลุงทรัมป์ ‘The Apprentice’ ที่เอาชื่อรายการเรียลลิตีโชว์ที่ลุงเคยทำเมื่อก่อนโน้นมาใช้ ซึ่งเป็นผลงานการกำกับโดย อาลี อับบาซี ผู้กำกับชาวอิหร่านเชื้อสายเดนมาร์กที่เคยสร้างความฮือฮาจากผลงานหนังทริลเลอร์ฆาตกรรมโสเภณีอิหร่านสุดอื้อฉาว ‘Holy Spider’ (2022) โดยได้ แกเบรียล เชอร์แมน นักข่าวและนักเขียนผู้เกาะติดศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์สมัยแรกในปี 2016 มารับหน้าที่เขียนบท ‘The Apprentice กว่าจะเป็นลุง’ เล่าเรื่องราวช่วงวัยหนุ่มของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงปี 1973 ที่ยังคงทำงานอยู่ภายใต้ร่มเงาของ เฟรด ทรัมป์ จูเนียร์ พ่อผู้ประสบความสำเร็จจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่กำลังเผชิญกับคดีฟ้องร้อง รอย โคห์น ทนายความตัวแสบผู้อื้อฉาวจึงได้เข้ามาช่วยจัดการ และกลายเป็นกุนซือผู้ปลูกฝังแนวคิดอนุรักษ์นิยม และความทะเยอทะยานสู่ความสำเร็จไม่ว่าจะต้องใช้วิธีสกปรกแค่ไหนก็ตาม รวมทั้งความสัมพันธ์ของเขากับ อิวานา ทรัมป์ จนทำให้นักธุรกิจหนุ่มสามารถสร้างอาณาจักร และกลายมาเป็น ‘ลุง’ ที่สามารถเขย่าสหรัฐอเมริกาให้สั่นสะเทือนมาได้จนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่เป็นการคิดไปเอง ผู้เขียนคิดว่าการมาของหนังเรื่องนี้ คงก่อให้เกิดคำถามขึ้นในใจของหลาย ๆ คน ก็คือ การมาของหนังเรื่องนี้อย่างประจวบเหมาะพอดีกับช่วงหาเสียงเลือกตั้งคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไร
หนังเรื่องนี้มันจะออกมาเป็นหนัง Conservative โปรทรัมป์ชนิดที่เรียกว่าอวยกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ไม่ว่าจะหวังผลเพื่อสร้างตัวตนอีกด้านให้ทรัมป์ จากมาดนักการเมืองหรือนักธุรกิจจอมสุดโต่ง ให้ดูมีความเป็น Public figure ดูเป็นมนุษย์มนาที่จับต้องได้มากขึ้น หรือแม้แต่ทำหน้าที่เป็น ‘ป้ายหาเสียง’ ช่วยระดมคะแนนจากชาวอนุรักษ์นิยมให้มาเลือกโหวตทรัมป์ หรืออะไรก็ตามแต่ หรือหนังเรื่องนี้มันจะเป็นแหล่งบรรจุความเสรีนิยม ที่นอกจากจะไม่โปรทรัมป์ แต่ยังพยายามจะแฉสันดานและที่มาของพัฒนาการทั้งในแง่พฤติกรรมและแนวคิดความสุดโต่ง ขวาจัดแบบหวิดตกขอบ แถมยังเป็นนักบิด ของลุงทรัมป์ให้เห็น ตั้งแต่การเป็นไอ้หนุ่มใส่สูทเดินเก็บค่าเช่าอะพาร์ตเมนต์ เด็กชนิดที่คอยังแข็งไม่พอจะจิบสุราด้วยซ้ำ สู่การเป็นนักธุรกิจและคนดังบนหน้าสื่อที่เชื่อว่าตัวเองสามารถทำทุกกลเม็ดได้เพื่อความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจ หรือการตัดสินใจด้านธุรกิจและนโยบายแบบสุดโต่งหวิดตกขอบ ที่ใครได้ยินได้ฟังก็ถึงกับบ่นว่าปวดกบาลมานักต่อนัก ซึ่งคำตอบของหนังเรื่องนี้ (จากมุมมองของผู้เขียน) ก็คือมันทั้งเป็นและไม่เป็นทั้ง 2 อย่างเลยครับ เพราะในช่วงเวลาประมาณ 1 ทศวรรษที่หนังจับมาเล่าผ่านบทสนทนา ตัวหนังพยายามพาไปสำรวจจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต และแนวคิดวิสัยทัศน์แบบทรัมป์ ๆ ที่เริ่มต้นจากการเป็นไอ้ขี้แพ้ที่ยังอยู่ภายใต้ร่มเงาธุรกิจของพ่อ วิสัยทัศน์ที่มองขาดในแง่การทำธุรกิจ จนไปถึงเชื้อแนวคิดที่บ่มเพาะให้คนที่ไม่สนใจการเมืองอย่างทรัมป์ ให้เริ่มต้นหันมามองเส้นทางทางการเมืองในฐานะผู้ต้องการนำพาสหรัฐอเมริกาให้กลับมาเรืองรองในฐานะประธานาธิบดี เฉกเช่นกับมอตโต ‘Make America Great Again’ แต่ในขณะเดียวกัน
ตัวหนังเองก็นำเสนอภาพของโคห์น ทนายความสายเทาที่ปิดคดีด้วยวิธีการตั้งแต่การพยายามยกเลิกภาษี, ติดสินบนเจ้าพนักงาน หนักจนถึงขั้นล็อบบี ข่มขู่และแบล็กเมลฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะกลายมาเป็นกุนซือผู้ถ่ายทอดแนวคิดอนุรักษ์นิยมขวาจัด ปลูกฝังความทะยานอยากในธุรกิจ ใช้อำนาจเส้นสายแผ้วถางให้ทรัมป์ประสบความสำเร็จทั้งในด้านธุรกิจและอิทธิพล แต่ในขณะเดียวกัน ความอีโก้จัด นิสัยเสีย เหยียดเชื้อชาติ เหยียดเพศ เหยียดสีผิว ก็ทำให้ทรัมป์กลายเป็นปีศาจที่ค่อย ๆ พรากความภักดีของคนรอบ ๆ ตัวเขา จนเหลือแค่เพียงความสัมพันธ์แปลกแปร่ง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของเขากับโคห์น และอิวานา ภรรยานางแบบสาวสวยที่สุดท้ายก็ต้องหย่าร้างจากกันในปี 1990 ตัวหนังเล่าด้วยการสนทนาเป็นส่วนใหญ่ มีเรื่องกฎหมายนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับดูยากนะครับ แต่สิ่งที่แปลกของหนังเรื่องนี้ก็คือ การนำเสนอด้วยวิธีการแบบ Candid Camera ทั้งเรื่อง ตั้งแต่การถ่ายทำ การวางองค์ประกอบภาพ ภาษาภาพ การซูมเข้าซูมออก การตัดต่อลำดับภาพ ที่ชวนให้นึกถึงรายการสารคดี หรือรายการเรียลลิตีโชว์ตามติดชีวิตของทรัมป์ในช่วงเวลาหนึ่ง มากกว่าจะเป็นการเล่าด้วยท่าทีของความเป็นหนัง Biopic แบบปกติ ซึ่งภาษาภาพบางอันนี่ถึงกับเปลี่ยน Mood ของฉากจากดราม่าตึง ๆ ให้กลายเป็นตลกร้ายแสบ ๆ หรือจังหวะ สยองขวัญ ไปเลยเหมือนกันนะ รวมทั้งการสอดแทรกบริบททางสังคมของนิวยอร์กยุค 70s-80s แต่เหนืออื่นใด หนังเรื่องนี้อาจเป็นได้ทั้งหนังที่เล่าถึงคัมภีร์สู่ความสำเร็จในแบบวิถีของทรัมป์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ในขณะที่หลายคนอาจรู้สึกขำขัน หมั่นไส้ และขยะแขยงไปกับความสุดโต่งอีโก้จัดของลุง เป็นหนังที่ต่อให้ชอบหรือไม่ชอบทรัมป์ แต่ถ้าสนใจชีวิตของเขา หนังเรื่องนี้ก็ยังอยู่ในระดับที่ควรดู ก่อนจะฟันธงว่าจะ ‘เชื่อ’ หรือ ‘ไม่เชื่อ’ สิ่งที่หนังเล่า กับสิ่งที่ลุงเป็นด้วยตัวเอง เพราะขนาดลุงเองก็ยังเกลียดหนังเรื่องนี้เลย




