รีวิวหนัง Demon City เมืองอสูร

Demon City เมืองอสูร

รีวิวหนัง Demon City เมืองอสูร ศึกเดือดล้างแค้นกลางนครมืด

ถ้าคุณเป็นคอหนังบู๊สายดุดันที่หลงรักการหยิบมังงะต่อสู้สุดมันส์มาขึ้นจอใหญ่ “Demon City เมืองอสูร” คือหนึ่งในผลงานที่ไม่ควรพลาด ผลงานดัดแปลงจากมังงะแอคชัน–ดรามายอดนิยม “Oni Goroshi” ที่เพิ่งสร้างชื่อเมื่อปี 2020 ผลงานของ มาซามิจิ คาวาเบะ ซึ่งโดดเด่นด้วยการผสมผสานปมแค้นอันเข้มข้นกับฉากต่อสู้สุดเดือด งานนี้ได้ผู้กำกับเจนวายไฟแรง “เซอิจิ ทานากะ” มารับหน้าที่ทั้งกำกับและเขียนบทด้วยตัวเอง หลังจากเคยแจ้งเกิดจากหนังอินดี้ Melancholic (2019) คราวนี้เขายกระดับมาสู่โปรเจกต์ฟอร์มใหญ่เต็มตัว พร้อมนำสไตล์ความดิบและโทนหม่นที่ถนัดมาใช้แบบจัดเต็ม

เรื่องราวเริ่มจาก “ซากาตะ ชูเฮ” มือสังหารฝีมือฉกาจที่ตั้งใจวางมือจากวงการเพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบกับครอบครัว ทว่าฝันนั้นพังทลาย เมื่อกลุ่มผู้มีอิทธิพลในเมืองหักหลัง ฆ่าภรรยาและลูกของเขาอย่างโหดเหี้ยม แถมยังป้ายสีว่าเขาคือฆาตกร พร้อมทำให้เขาพิการจนต้องนอนเป็นผักตลอด 12 ปีเต็ม หลังจากถูกจองจำและปล่อยตัวออกมา เขากลับพบว่าเมืองที่เคยรู้จักได้ตกอยู่ในเงื้อมมือยากูซาผู้โฉดชั่ว ทว่าโชคชะตากลับพลิกผัน เมื่อเขาฟื้นร่างกายขึ้นมาได้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม และตั้งปณิธานจะล้างมลทิน พร้อมลากเหล่าปีศาจในหน้ากากมนุษย์ลงนรกให้หมดสิ้น

ในด้านงานสร้าง Demon City ยังคงกลิ่นอาย “ญี่ปุ่นจ๋า” ทั้งโทนภาพ การจัดแสง และวิธีการเล่าเรื่อง มีความคล้ายการ์ตูนต้นฉบับผสมกับความสมจริงแบบภาพยนตร์ แม้โครงสร้างหนังจะไม่ได้แปลกใหม่มากนัก แต่การออกแบบฉากต่อสู้กลับทำได้เร้าใจ โดยเฉพาะการใช้มุมกล้องและจังหวะตัดต่อที่คมกริบ สร้างความรู้สึกดิบ เถื่อน และเข้าถึงโลกใต้ดินของอาชญากรรมได้ชัดเจน เสียดายเพียงว่าฉากบู๊ที่จัดเต็มนั้นยังมีปริมาณน้อยไปนิด ถ้าเพิ่มอีกสักหน่อยคงทำให้คอแอคชันอิ่มกว่านี้ บทภาพยนตร์เน้นเส้นเรื่องล้างแค้นตรงไปตรงมา ไม่มีปมซับซ้อน เดาทางง่ายในสไตล์หนังอย่าง John Wick แต่ใช้ความกระชับและการเดินเรื่องแบบไม่อ้อมค้อมเป็นจุดขาย ทำให้ผู้ชมได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศและรอระเบิดความมันในฉากสำคัญ จุดน่าสนใจคือแม้จะเดินตามสูตร แต่ก็มีรสชาติบางอย่างที่ทำให้แตกต่าง ทั้งในแง่โทนภาพและการเล่าแบบมังงะที่ซ่อนความแฟนตาซีปนอยู่

การแสดงถือเป็นจุดแข็งสำคัญ “โทมะ อิคุตะ” ถ่ายทอดบทชูเฮได้ดุดันและหนักแน่น เขาแบกหนังทั้งเรื่องด้วยพลังการแสดง แม้คาแรกเตอร์จะไม่มีมิติด้านอารมณ์หลากหลายมากนัก (เน้นโทสะและความมุ่งมั่นเป็นหลัก) แต่เขาก็ทำให้ผู้ชมเชื่อในความโกรธและความเจ็บปวดของตัวละครได้เต็มที่ ด้านนักแสดงสมทบอย่าง “มัตสึยะ โอโนเอะ”, “มาซาฮิโระ ฮิงาฮิเดะ” และ “อามิ โทอุมะ” ทำหน้าที่ได้ตามมาตรฐาน แม้บทจะไม่มีพื้นที่ให้สร้างสีสันมากนัก เมื่อมองภาพรวม เป็นหนังที่ตอบโจทย์แฟนแอคชันได้ดี มีฉากบู๊เดือด ดนตรีประกอบช่วยเร่งอารมณ์ และบรรยากาศที่ถ่ายทอดโลกอาชญากรรมอย่างเข้มข้น แม้สูตรการเล่าเรื่องจะคาดเดาได้ง่าย และองค์ประกอบบางส่วนยังไม่ถึงขั้นโดดเด่นทุกจุด แต่ความดิบและพลังของฉากต่อสู้ก็เพียงพอที่จะทำให้คอหนังแอคชันรู้สึกคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป นี่อาจไม่ใช่หนังที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น แต่ถ้าคุณต้องการความมันสะใจและการปลดปล่อยอารมณ์ไปกับฮีโร่ผู้ลุกขึ้นมาล้างแค้นกลางเมืองมืด Demon City คือคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม

 

Scroll to Top