อีกหนึ่งเฟรนไชส์ในตำนานที่ได้ฤกษ์กลับมาสานต่อลมหายใจในปีนี้ก็คือ “28 Years Later 28 ปีให้หลัง เชื้อเขมือบคน” หนังไซไฟซอมบี้ระทึกขวัญจากฝั่งอังกฤษ ที่เคยเรืองรองสร้างกระแสในหมู่คนดีได้ดีในช่วงยุค 2000s บัดนี้ก็ถึงแก่เวลาที่จะปัดฝุ่นและขยายโลกใบเดิมให้กว้างยิ่งขึ้น กับห้วงเวลาและไทม์ไลน์ที่ผ่านไปหลายเป็นทศวรรษ ที่นี่เป็นเหมือนจุดประกายไฟสานต่อความร้อนแรงให้กับหนังชุดนี้ได้อีกครั้ง
เป็นเวลาเกือบสามทศวรรษแล้ว นับตั้งแต่เชื้อไวรัสหายนะหลุดออกมาจากห้องทดลองอาวุธชีวภาพ และในตอนนี้ แม้จะยังคงมีการกักกันอย่างเข้มงวดอยจะยังคงอยู่ บางคนก็หาวิธีเอาชีวิตรอดท่ามกลางเหล่าผู้ติดเชื้อได้ โดยหนึ่งในกลุ่มผู้รอดชีวิตนี้อาศัยอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ที่เชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ด้วยสะพานเส้นเดียวที่ได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนา แต่เมื่อหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มออกจากเกาะเพื่อปฏิบัติภารกิจในส่วนลึกของแผ่นดินใหญ่ เขาก็ได้ค้นพบความลับ ความมหัศจรรย์ และความสยองขวัญที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่ผู้ติดเชื้อ แต่รวมถึงผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ ด้วย

นี่น่าจะเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่แฟนหนังรอคอยกันมาแสนนานจริง ๆ เพราะเริ่มต้นตั้งแต่ 28 Days Later มาถึงภาคต่อ 28 Weeks Later ในอีก 5 ปีต่อมา เคยมีความพยายามที่จะสรรค์สร้างออกมาเป็น 28 Months Later ในช่วงยุคปี 2010s ที่พัฒนาเรื่อยมาจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เกิด ก่อนจะเลือนหายไปพร้อม ๆ กับการควบรวมกิจการของอดีตค่ายทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ แต่ต้องขอบคุณที่ทีมผู้สร้างและ โซนี พิคเจอร์ส เป็นผู้ชุบชีวิตให้กับหนังชุดนี้อีกครั้ง ทำให้บัดนี้เฟรนไชส์ที่เหมือนจะตายไปแล้วได้กลับมาทำหน้าที่อีก
ยกเครดิตให้กับผู้กำกับ “แดนนี บอยล์” ที่แม้ว่าในช่วงยุคหลัง ๆ ผลงานของเขาจะค่อนข้างเฉพาะทางและลีลาอาจจะไม่ได้จัดจ้านเหมือนกับ 20-30 ปีก่อน แต่แพสชั่นของลุงแกก็ยังโชติช่วงที่จะกลับมาต่อลมหายใจให้กับซอมบี้เรื่องนี้ เช่นเดียวกับ “อเล็กซ์ การ์แลนด์” ที่ในอดีตผลงานนี้หนังชุดก็คือเรื่องแจ้งเกิดให้กับเขาในฐานะนักเขียน แต่บัดนี้เขากลายเป็นหนึ่งในนักสร้างหนังคิวฮอตที่สตูดิโอต่าง ๆ อยากจีบไปร่วมงาน แต่เขาก็ยังเลือกที่จะกลับมาทำหน้าที่ปั้นบทหนัง สานต่อจากสิ่งที่เขาเริ่มเอาไว้ในภาคนี้
ผลลัพธ์ที่ออกมาใน 28 Years Later จึงเป็นเหมือนหนังที่ฟื้นขึ้นได้จากความตาย ที่มาอยู่ในมือของนักสร้างที่รู้จักสไตล์และท่วงท่าในเนื้อหาด้วยดี จึงกลายออกมาเป็นหนังที่ยังรักษาเอกลักษณ์และลีลาที่ควรจะเป็น พร้อมกับงานสร้างที่ยกระดับขึ้นตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ผนวกเข้ากับการสร้างโทนบรรยากาศที่ค่อนข้างเร้าใจต่อคนดูด้วยดี งานกำกับของ แดนนี่ บอยล์ ยังเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ของการเชือดนิ่ม ๆ ที่ดุดันเช่นเคย แหวะเป็นแหวะ เลือดเป็นเลือด แต่ภาคผนวกส่วนดรามาก็ทำได้ดีไม่น้อย




