รีวิว Mario + Rabbids Sparks of Hope – ลุงหนวดผนึกกำลังกระต่ายจอมป่วน ตะลุยจักรวาล
การร่วมมือกันระหว่างค่ายเกมถือเป็นเรื่องปกติในวงการ แต่ถ้าเป็นการนำ Super Mario ไปอยู่ในเกมของค่ายอื่น บอกเลยว่าไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะ Nintendo หวงตัวละครของตัวเองอย่างมาก ดังนั้นการปรากฏตัวของภาคแรกบน Nintendo Switch จึงสร้างความเซอร์ไพรส์ให้แฟนเกมทั่วโลก และกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดทำให้เกิดภาคต่ออย่าง Mario + Rabbids Sparks of Hope ที่ยังคงลงให้กับ Switch เช่นเดิม

เนื้อเรื่อง – ภารกิจพิทักษ์จักรวาล
ในภาคนี้ Mario ต้องร่วมมือกับเหล่า Rabbids อีกครั้ง แต่คราวนี้ขอบเขตขยายไปไกลถึงอวกาศ เมื่อศัตรูตัวใหม่ Cursa ปล่อยสารมืด “Darkmess” แผ่ไปทั่วกาแล็กซี พร้อมลักพาตัว Sparks สิ่งมีชีวิตลูกผสมระหว่าง Lumas และ Rabbids การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยการผจญภัยบนดาวเคราะห์หลากหลายดวงเพื่อตามช่วยเหลือ Sparks ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป แฟน Mario Galaxy อาจยิ้มออกเมื่อเห็น Rosalina เวอร์ชัน Rabbids และยังมีตัวละครใหม่อย่าง Edge กระต่ายนักดาบสุดเท่ รวมถึงการได้ Bowser มาเป็นตัวละครที่เล่นได้ เพิ่มความหลากหลายให้กับทีมมากขึ้น
กราฟิก – ไม่ได้ก้าวกระโดดแต่ยังดูดี
เกมนี้ยังใช้ Snowdrop Engine เหมือนภาคแรก แม้เวลาจะผ่านไป 4 ปีแต่ภาพรวมกราฟิกไม่ได้พัฒนาแบบชัดเจน บางฉากยังลดรายละเอียดลง โดยเฉพาะตัวประกอบ อย่างไรก็ตาม การออกแบบโลกและสีสันยังคงมาตรฐานของ Ubisoft และ Nintendo ที่ดูสดใส และความจริงแล้วจุดขายของเกมไม่ใช่ภาพแต่เป็นเกมเพลย์
จุดที่โดดเด่นคือ ดนตรีประกอบ ที่แต่งขึ้นใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เข้ากับธีมอวกาศและโลกแฟนตาซี บางฉากเร้าใจเหมือนกำลังผจญภัยในดินแดนลึกลับ เสียงพากย์ยังคงใช้สไตล์ผสม คือบางตัวละครมีเสียงพูดจริง ส่วนบางตัวก็ใช้เสียงอู้อี้แบบ Rabbids ที่ฟังแล้วชวนยิ้ม
เกมเพลย์ – วางแผนผสมแอ็กชัน
Mario ยังคงแนว วางแผนการรบแบบเทิร์นเบส แต่ปรับให้ผู้เล่นมีอิสระเคลื่อนที่มากขึ้น ไม่ต้องเดินตามช่องตารางเหมือนเดิม ทำให้การต่อสู้ดูพลิ้วไหวและเร็วขึ้น อาวุธหลักยังคงเป็นปืนพลังงาน แต่เพิ่มลูกเล่นอย่างการ สไลด์โจมตีศัตรู หรือ กระโดดบนเพื่อนร่วมทีม เพื่อขยายระยะการเคลื่อนที่ บวกกับท่าไม้ตายที่มีทั้งโจมตีหมู่ ฟื้นพลัง หรือเสริมพลังป้องกัน ทำให้การวางกลยุทธ์มีความหลากหลาย แม้การต่อสู้จะเกิดบ่อย แต่ด้วยจังหวะเกมที่รวดเร็วและแอ็กชันแฝง จึงไม่รู้สึกน่าเบื่อ
โลกกว้างและปริศนามากขึ้น
หนึ่งในจุดแข็งของภาคนี้คือการออกแบบฉากแบบ 3 มิติเต็มรูปแบบให้ผู้เล่นได้เดินสำรวจระหว่างภารกิจ มีปริศนาและทางลับซ่อนอยู่มากมาย บางด่านต้องแก้พัซเซิลหรือเดินผ่านเขาวงกตเล็ก ๆ ทำให้บรรยากาศใกล้เคียงเกมแอ็กชัน RPG มากขึ้น ดวงดาวต่าง ๆ ก็มีสภาพแวดล้อมที่ไม่ซ้ำกัน ตั้งแต่ป่าเขียวชอุ่มไปจนถึงภูเขาไฟร้อนระอุ ฉากต่อสู้เองก็ถูกออกแบบให้มีความหลากหลายมากกว่าเดิม เช่น พื้นที่ที่มีลมพัดแรงทำให้ต้องคิดแผนรับมือ หรือแผนที่ที่เปลี่ยนสภาพระหว่างการต่อสู้ บวกกับบอสที่มีรูปแบบโจมตีเฉพาะตัวทำให้ต้องหาวิธีกำจัดเฉพาะทาง

ระบบใหม่ – Sparks และการอัปเกรดง่ายขึ้น
ระบบอัปเกรดยังคงมี แต่ปรับให้เข้าใจง่ายและเร็วขึ้น เช่น การเพิ่มค่าสกิลแบบกลุ่มหรือปรับเลเวลโดยไม่ต้องมานั่งจูนละเอียดมาก ของใหม่คือ ระบบ Sparks ที่ให้ติดตั้งกับตัวละครเพื่อเพิ่มความสามารถพิเศษ เช่น ป้องกันเพิ่ม สะท้อนกระสุน หรือเพิ่มดาเมจธาตุ การเลี้ยง Sparks ด้วยสะเก็ดดาวเพื่อเสริมพลังยังเพิ่มความสนุกในการตามหาไอเทมในเกม ข้อเสียเล็กน้อยคือภาคนี้ไม่มีโหมดเล่นกับเพื่อน (Co-op) เหมือนภาคแรก เหลือเพียงโหมดเล่นคนเดียว
สรุป – ภาคต่อที่ยกระดับเกมเพลย์
แม้กราฟิกจะไม่หวือหวา แต่ Mario Rabbids ก็ชดเชยด้วยเกมเพลย์ที่สนุก ลื่นไหล และเต็มไปด้วยไอเดียใหม่ ๆ ทั้งระบบ Sparks การต่อสู้ที่เร็วขึ้น และโลกให้สำรวจที่หลากหลาย ถือเป็นการผสมผสานตัวละครไอคอนิกของ Nintendo เข้ากับระบบการเล่นสไตล์ Ubisoft ได้อย่างลงตัว แฟนเกมวางแผนหรือแฟน Mario ไม่ควรพลาด




