เปิดมาฉากแรกด้วยชีวิตเฮงซวยของนางเอก “เชอริล” เล็บฉีกไม่พอ รองเท้ายังมาหล่นหายอีก แถมยังต้องเดินต่อไปพร้อมกับกระเป๋าใหญ่ยักษ์ แต่ด้วยเบื้องหลังชีวิตที่แสนโหดร้ายมันพยุงให้เธอก้าวต่อไปได้ด้วยเท้าเปล่าในขณะที่คนรอบข้างบอกให้เธอหยุด มีสิ่งหนึ่งที่ จขกท.ชื่นชมตนเขียนบทมากคือวลีฮิตติดปากนางเอก “I should be a hammer rather be a nail” (ฉันจะต้องเป็นค้อน..ไม่ใช่ตะปู) ถึงจะเป็นวลีที่เคยได้ยินมานานแล้ว แต่มันยังคงเข้ากับทุกยุคทุกสมัย ได้ยินทีไรละมัน จึ้กก!!! ตัวหนังจะตัดบทไปมาระหว่างชีวิตปีนเขากับชีวิตก่อนหน้าของนางเอก ผู้ชมอาจจะดูแล้วงงๆ แต่ถ้าเรียบเรียงดีๆแล้วจะเข้าใจว่า นางเอกมีปมชีวิตที่เลวร้ายจริงๆ ถึงแม้จะเป็นแค่ฉากความคิดที่แวบเข้ามาในหัว หรือแม้แต่เสียงประกอบ มันชวนให้หลงใหลไปตามเนื้อเรื่อง ถ้าปะติดปะต่อแล้วจะสงสารนางเอกขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างเดินทางที่เธอขอติดรถใครต่อใครไปด้วย เธอต้องมีวิธีป้องกันตัวเองต่างๆนานา เห็นไหมละชีวิตในป่าไม่ได้ง่ายเลย… ไม่ใช่แค่คนที่ต้องระวัง สัตว์ก็ด้วยจ้าา สัตว์ป่ามีทั้งอ่อนโยนและอันตราย
ต่อมากลางๆ เรื่อง ขอเริ่มด้วยชายแก่ละกัน…มีชายแก่คนนึงจะมาช่วยแพคกระเป๋าของเชอริลให้มันกระฉับกระเฉงขึ้น แล้วไปเจอซองถุงยางเป็นแถวยาวเลยถามว่า เธอจะใช้หมดเลยหรอ ? สีหน้าเชอริลพยายามนิ่งแล้วฉีกเอามาอันนึง… เท่านั้นแหละ จขกท.รู้เลยว่ามันต้องมีเบื้องหลังชีวิตที่เกี่ยวกับเซกส์แน่นอน แล้วมันก็เป็นไปตามคาด ก่อนหน้าที่จะมาปีนเขา เธอท้องไม่มีพ่อ เธอทำแท้ง แล้วออกมาหางานทำ ใช้ชีวิตเสเพล มีเซกส์กับผู้ชายไม่เลือกหน้า ติด เฮโรอีน จนอยู่มาวันหนึ่งเธอถูกแฟนจับได้แล้วหย่าร้างกัน เมื่อเธอไม่เหลือใครแล้วทั้งแม่ที่ป่วยตายในรพ. พ่อที่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก บ้านก็ถูกยึด เธอเลยตัดสินใจเริ่มชีวิตใหม่ด้วยการเดินทาง การเดินทางที่เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
พอมาในหลังๆ เริ่มมีบทพูดกับคนที่มาเดินป่าด้วยกันบ้าง เริ่มมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เธอก็ยังเก็บความเศร้า ความรู้สึกต่างๆไว้ในใจ จนมาในฉากหนึ่งที่ไม่ใช่แค่นางเอกที่ร้องไห้ จขกท.เองก็ยังปาดน้ำตาเหมือนกัน ก็คือฉากที่มีเด็กผู้ชายกับยายทั้งสองคนตามหาม้าที่หนีออกจากคอก แล้วเชอริลมาเจอเข้า แล้วทั้งสามคนก็เริ่มคุยกัน แล้วเชอริลก็ตอบทุกคำถามกับเด็กไร้เดียงสา “Everybody has problems, I have problems too. Problems don’t stay problems, they turn into something else” (ทุกคนต้องเผชิญกับปัญหา ฉันก็มีเหมือนกัน แต่ปัญหามันจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะมันถูกทำให้กลายเป็นอย่างอื่นแล้ว) แล้วเด็กชายคนนั้นก็ร้องเพลง Red River Valley ออกมา
เราเดาไม่ถูกหรอกว่ามันจะมารูปแบบไหน ผู้กำกับพยายามสื่อว่า เราทุกคนคือคนเหมือนกัน เราไม่รู้หรอกว่าชีวิตแต่ละคนเป็นยังไง แต่เราเป็นคนกำหนดเองว่าเราจะเดินยังไง แล้วเดินไปทางไหน ที่สำคัญเราค้นพบความสุขจากเส้นทางที่เราเลือกเดินรึเปล่า… หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดการใช้ชีวิตในป่าได้อำมหิตสุดๆ เพราะหลังจากที่ดูจบ ทริปปีนเขาเข้าป่าของจขกท.ที่ตั้งไว้ว่าซักวันต้องไปเริ่มริบหรี่ลง แต่ในทางกลับกันหนังเรื่องนี้ก็ชวนให้จขกท.ไปสัมผัสบรรยากาศแบบป่าๆ มีแต่ธรรมชาติห้อมล้อม #คือมันดีอ่ะ




