รีวิว Watch Dogs: Legion เมื่อทุกคนคือแกนนำ “แฮกเกอร์”

Watch Dogs Legion

รีวิว Watch Dogs: Legion  เมื่อทุกคนคือแกนนำ “แฮกเกอร์” ในลอนดอนดิสโทเปีย”ลอนดอนกำลังจะพัง! และคุณต้องรับบท… ใครก็ได้?” นี่คือประโยคที่ผุดขึ้นในหัวทันทีที่ได้สัมผัสกับ Watch Dogs: Legion ภาคที่สามของซีรีส์เกม Open World สายแฮกเกอร์จาก Ubisoft ที่มาพร้อมกับแนวคิดสุดทะเยอทะยานที่ว่า: “Play as Anyone” (เล่นเป็นใครก็ได้)ในโลกที่รัฐบาลล้มเหลว ลอนดอนถูกควบคุมโดยกองกำลังทหารรับจ้างสุดโหดอย่าง Albion และแก๊งอาชญากรสุดป่วน ทุกอย่างถูกสอดส่องและควบคุมด้วยเทคโนโลยี ภารกิจของเราในฐานะสมาชิกกลุ่มแฮกเกอร์ใต้ดิน DedSec ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย จึงไม่ใช่แค่การล้มล้างอำนาจ แต่คือการ ปลุกคนธรรมดาให้ลุกขึ้นสู้… ซึ่งนั่นหมายถึงการให้ผู้เล่น เกณฑ์ใครก็ได้ ที่เดินอยู่บนถนนมาเป็นสมาชิกทีม!

 

💥 จุดขายที่กล้าหาญ: เมื่อตัวเอกหลักคือ “มวลชน”

สิ่งที่ทำให้ Legion โดดเด่นอย่างแท้จริงคือระบบ “Play as Anyone” ในเกมนี้ไม่มี Aiden Pearce หรือ Marcus Holloway เป็นตัวเอกหลักอีกต่อไป ตัวเอกคือ “ทีม” ของคุณเองที่ประกอบไปด้วยคนกว่า 40 ชีวิต (หรือมากกว่า) ที่คุณเกณฑ์มาคุณอาจกำลังเล่นเป็น ช่างก่อสร้าง ที่มีโดรนขนของลำยักษ์ไว้ใช้งาน หรือเป็น คุณยายวัยเกษียณ ผู้มีทักษะต่อสู้ระยะประชิดอันร้ายกาจ หรือแม้กระทั่ง ทนายความ ที่มีเครือข่ายใต้ดินช่วยลดโทษเวลาถูกจับ ความสามารถและอาวุธเฉพาะตัวของแต่ละคนจะถูกสุ่มออกมา ทำให้การเดินสำรวจเมืองเพื่อตามหาสมาชิกที่มีสกิลสุดปั่นกลายเป็นภารกิจย่อยที่น่าติดใจอย่างเหลือเชื่อ

 

Watch Dogs Legion

🗺️ ลอนดอนอันน่าทึ่ง กับโลก Open World ที่เข้าถึงง่าย

ฉากหลังของเกมคือ กรุงลอนดอน ที่ถูกเนรมิตขึ้นมาอย่างละเอียด ตั้งแต่ Big Ben, London Eye ไปจนถึงย่าน Camden Town ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา (แต่ถูกปกคลุมด้วยความ dystopian) สถาปัตยกรรมคลาสสิกผสมผสานกับเทคโนโลยีล้ำยุคทำให้เมืองมีเสน่ห์ดึงดูดใจในการสำรวจ

Game Play หลัก ยังคงเป็นสไตล์ Watch Dogs คือการ แฮกและลอบเร้น คุณสามารถควบคุมรถ, โดรน, หรืออุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเพื่ออำนวยความสะดวกในการแทรกซึมพื้นที่หวงห้าม เกมส่งเสริมให้คุณใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการผ่านภารกิจ ไม่จำเป็นต้องยิงปืนเสมอไป (ยกเว้นแต่คุณจะเกณฑ์มือสังหารมาเข้าทีม!)

 

🔪 ข้อด้อยที่มาพร้อมความทะเยอทะยาน

แน่นอนว่าแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ก็มาพร้อมกับรอยร้าวเล็กๆ น้อยๆ…

  1. เนื้อเรื่องหลักจืดจาง: การที่ไม่มีตัวเอกหลักทำให้ทีมงานต้องออกแบบบทพูดให้เป็นกลาง เพื่อให้ใครพูดก็ได้ ส่งผลให้ อารมณ์ร่วม กับเนื้อเรื่องหลักนั้นเบาบางลงไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับภาค 2 หรือแม้กระทั่งภาคแรก ตัวละครพูดได้ แต่มันขาด “ความรู้สึก” และความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ผลักดันเนื้อหาอย่างที่เคยมี
  2. สกิลซ้ำซ้อน: แม้ว่าจะมี NPC นับพัน แต่เมื่อเล่นไปสักพัก ผู้เล่นจะเริ่มรู้สึกว่าชุดความสามารถและอาวุธที่หลากหลายนั้นมีรูปแบบที่ซ้ำๆ กัน และท้ายที่สุดคุณก็จะเลือกใช้แต่ตัวละครที่มีสกิล “โกงๆ” ที่ช่วยให้ผ่านภารกิจง่ายขึ้นเท่านั้น
  3. ปัญหาด้านเทคนิค (เล็กน้อย): ในช่วงเปิดตัวมีบั๊กและ Glitch เล็กๆ น้อยๆ ตามสไตล์เกม Open World ขนาดใหญ่ของค่าย (ซึ่งส่วนใหญ่ถูกแก้ไขไปแล้วในปัจจุบัน)

 

🌟 บทสรุปส่งท้าย: เป็นเกมที่ควรค่าแก่การลอง (โดยเฉพาะตอนลดราคา)

แฮกเกอร์” คือความพยายามที่กล้าหาญของ Ubisoft ในการฉีกกรอบของซีรีส์ มันมอบประสบการณ์การเล่น Open World ที่แปลกใหม่และน่าสนใจในแง่ของ “การสร้างทีม” และ “การใช้ความคิดสร้างสรรค์” ในการทำภารกิจ

หากคุณเป็นคนที่ชอบ:

  • การสำรวจเมืองลอนดอนที่เต็มไปด้วยรายละเอียด
  • การวางแผนลอบเร้นโดยใช้เทคโนโลยีแฮกเกอร์
  • การตามหาตัวละครที่มีสกิลสุดปั่นเพื่อมาเข้าทีม (เช่น ชายที่ใส่ชุดมาสคอตผึ้งแต่เป็นมือปืนซ่อนเร้น)

เกมนี้จะมอบความสนุกและเพลิดเพลินในการใช้ชีวิตในฐานะ DedSec ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องหลักอาจจะไม่เข้มข้นเท่าที่ควร แต่มนต์เสน่ห์ของ “ใครๆ ก็เป็นฮีโร่ได้” ในลอนดอนแห่งนี้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วสำหรับการออกไปปลดแอกเมือง

คะแนนรีวิว: 8.0/10

 

Scroll to Top