Turning Red ถือเป็นอนิเมชั่นที่มีงานภาพแปลกตามากสำหรับพิกซาร์ จริง ๆ พิกซาร์ก็เริ่มฉีกงานภาพมาตั้งแต่ Luca ที่ให้ภาพสไตล์อิตาลีแบบเรื่อย ๆ แต่งานนี้เป็นสไตล์จีนอเมริกันที่เดินเรื่องไว ตรงไปข้างหน้า แต่ไม่ได้รีบจนตามไม่ทัน ผสมผสานกับมุกตลกที่อาจจะไม่ขำก๊ากอะไรมากแต่ก็ทำให้เรื่องราวดูเพลินในช่วงแรกของเรื่อง แต่ช่วงกลางมันค่อนข้างจะเรื่อยเปื่อย เพราะหนังให้เงื่อนไข แต่ไม่ได้กดดันสถานการณ์ตัวละครขนาดนั้น เลยกลายเป็นการวางตัวละครองอื่น ๆ ให้มีบทบาทควบคู่กับตัวเอกเพื่อปูไปสู่องค์สุดท้ายที่ทำให้พูดได้เต็มปากว่ากล้ามาก ฉีกมาก ที่เคยคิดไว้ผิดหมดและกลายเป็นส่วนที่ทรงพลังที่สุดที่ใครได้ดูมีต้องได้เสียน้ำตา อาจจะไม่ได้หักมุมหรือฉีกแบบเวอร์วังแบบที่คาดไว้ เพราะหนังมีพื้นฐานค่อนข้างไม่แน่นหรือแปลกมากสักเท่าไหร่ แม้หนังเฉลี่ยพื้นที่ระหว่างรากฐานของเรื่อง คือ ความร่วมสมัยแบบปี 2002 ผสมกับวัฒนธรรมแบบจีนที่นำเสนอออกมาได้อย่างลงตัวกับการเล่าเรื่อง แต่ภาพรวมกลับค่อนข้างธรรมดา ไม่รู้ว่า ถ้าไม่ได้องค์ที่ 3 มาช่วย หนังอาจจะแทบไม่มีอะไรใหม่เลย
ตัวละครของเรื่องหลัก ๆ มีความน่าสนใจมาก ทั้ง เม่ย หลิน ที่ภาพลักษณ์คือสาวสุดคูลในหมู่เพื่อน แต่เมื่ออยู่กับแม่ เธอก็กลายเป็นลูกสาวตามระเบียบของครอบครัว ทำให้เราได้เห็นมุมมองว่าเธอคือเด็กผู้หญิงคนนึงที่ดูธรรมดา แต่ก็มีปัญหาคาใจที่ต้องผ่านไปตามประสาลูกสาวคนจีนที่ถูกคาดหวังและเมื่อไม่เป็นตามที่คาดหวัง เธอจึงกลายเป็นระเบิดเวลาที่ถูกสร้างขึ้นมาจาก หมิง แม่ของเธอ ที่ฝังความคิดความอ่านว่าเธอจะต้องสมบูรณ์แบบ จนสุดท้ายมันได้ทำให้ความสัมพันธ์ครอบครัวค่อย ๆ แตกสลายโดยไม่รู้ตัว สองตัวละครนี้ต้องขับเคี่ยวกันระหว่างกระแสน้ำ รากฐานความหัวโบราณของผู้ใหญ่+จีน กับ ความทันสมัยของเด็กสาววัยแรกแย้มที่ต้องเผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลงทั้งความรู้สึกต่อเพศตรงข้าม ความสนุกสนานกับผองเพื่อนที่มีคาแร็คเตอร์คอยซัพพอร์ทเธอ และอาจจะไม่ได้สำคัญกับเส้นเรื่องเหมือนตัวละครแม่ลูก แต่ก็มีฉากที่น่าจดจำเหมือนกันในแง่การพัฒนาของตัวละคร
ส่วนที่น่ายกย่องและดันให้เรื่องนี้ขึ้นสู่จุดที่ยอดเยี่ยม คือประเด็นของเรื่องที่เกี่ยวกับความกดดันจากครอบครัว อาจจะไม่ได้แปลกใหม่ แต่พอผนวกสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อกับความเป็นพิษของครอบครัวคนจีน มันเลยขับเน้นว่า ผู้หญิงในครอบครัวคนจีนต้องแบกรับความคาดหวังครอบครัวไว้ จนทำให้เกิดรอยแยกระหว่างครอบครัวที่เชื่อว่า ครอบครัวคนจีนในไทยหลายครอบครัวอาจจะเป็นแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องแฟนตาซี แต่เป็นเรื่องจริงที่ถูกขับเน้นว่า เราพยายามมากเท่าไหร่ ดีเยี่ยมมากแค่ไหน ถ้าครอบครัวไม่หยุดคาดหวังในตัวเรา วันใดวันนึงเราพลาด เราอาจทำร้ายจิตใจกันเองโดยไม่รู้ตัว
จงอย่าฝืนตัวเอง เราปล่อยใจตัวเองเหมือนสายน้ำ เป็นตัวของตัวเองแบบที่เราอยากเป็น ยืนหยัดด้วยตัวเอง มั่นใจว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดีเมื่อเราเติบโตเข้าสู่วัยใหม่ เหมือนกับแพนด้าแดงในเรื่องที่อาจจะมาในตอนที่เรารู้สึกแย่กับชีวิต แต่ถ้าเรารู้จักเรียนรู้ทั้งอารมณ์ ความต้องการของเรา มันจะสามารถอยู่กับเราได้ ซื่อสัตย์ในความรู้สึก กับเพื่อนกับครอบครัว เพราะไม่มีใครบังคับควบคุมเราได้ นอกจากตัวของเราเอง จงละทิ้งกรอบที่ขังเรา แล้วออกมาเป็นตัวเองให้สุดไปเลย เพราะฉะนั้นไม่ว่าครอบครัวจะเป็นยังไง จะให้เคารพในกันและกันมากแค่ไหน จะเป็นเพศอะไร อย่าลืมเคารพในตัวเอง เพราะการเคารพตัวเอง ก็คือการเคารพบรรพบุรุษเช่นเดียวกัน
ในส่วนของงานภาพก็คือความสีสันสดใสร่วมสมัย แต่มีกลิ่นอายของยุค 2000 ร่วมสมัยที่ทำให้ใครหลายคนคิดถึง การเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติและไหลลื่น แบบงานอนิเมชั่นที่ควรจะได้ฉายในโรง จนเสียดายที่หนังถูกย้ายมาฉายในสตรีมมิ่ง เพราะภาพรวมคืองานที่มีคุณภาพมาก ทั้งดนตรีที่กระหึ่มและเพลงประกอบที่ชวนให้นึกถึงวง Nsync หรือพวก Backstreet Boys ที่ดันมาเข้ากันได้กับวัฒนธรรมแบบคนจีนที่ดูแล้วไม่น่าจะมาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันได้ แต่วิสัยทัศน์ของผู้กำกับก็ทำให้เห็นแล้วว่า นี่คืองานที่มีความแปลกแหวกและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ในส่วนของเสียงพากย์ไทยถือว่าดีตามมาตรฐานของดิสนีย์ แม้จะแคสดารามาพากย์ แต่อ๊ะอาย กรณิศ ก็คือความคร่ำหวอดในวงการบันเทิง เธอพากย์เสียงได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีอารมณ์ร่วม และทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นเด็ก แม้ว่าตัวจริงของเธอจะอายุเพียง 16 ปี แต่น้ำเสียงของเธอก็สะกดให้เรามีอารมณ์ร่วมได้ไม่ว่าจะตอนตลก ตอนเศร้า หรือตอนโกรธ ไหนจะยังมี เปเป้ จากวง Red Spin ที่มีน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์มาร่วมให้เสียงพากย์ตัวละครหนึ่งในเรื่องด้วย




