เดวิด ลิตช์ (David Leitch) ชื่อนี้ไม่ใหม่ในวงการฮอลลีวูดเลยครับ เพราะนอกจากเราจะรู้จักเขาในฐานะของโปรดิวเซอร์แฟรนไชส์หนัแอ็กชันทริลเลอร์ของยุคนี้อย่าง ‘John Wick’ ทั้ง 4 ภาค และ ‘Nobody’ (2021) รวมทั้งการเป็นผู้กำกับสายแอ็กชันสีนีออนวิ้งวับที่มีผลงานระดับบล็อกบัสเตอร์มากมาย ตั้งแต่ ‘Atomic Blonde’ (2017), ‘Deadpool 2’ (2018), ‘Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw’ (2019), และรวมทั้ง ‘Bullet Train’ (2022) ภายใต้บริษัทโปรดักชัน 87North ที่เขาก่อตั้ง
ปีนี้ ลิตช์เลยขอเอาประสบการณ์จากการเป็นสตันท์แมนมืออาชีพ มาถ่ายทอดเรื่องราวเป็นครั้งแรกใน ‘The Fall Guy’ หนังเปิดโปรแกรมซัมเมอร์ประจำปีนี้ ที่ไม่เชิงรีเมก แต่เป็นการหยิบแรงบันดาลใจมาจากทีวีซีรีส์ฮิตของช่อง ABC ที่ฉายในช่วงปี 1981 – 1986 จากผลงานของ เกลน เอ. ลาร์สัน (Glen A. Larson) ที่เล่าเรื่องของ โคลต์ ซีเวอร์ (Colt Seavers) สตันท์แมนฮอลลีวูดที่มีชีวิตอีกด้านด้วยการออกปราบปรามอาชญากรในยามวิกาล โดยได้ ดรูว์ เพียร์ซ (Drew Pearce) ผู้กำกับ ‘Hotel Artemis’ (2018) มือเขียนบท ‘Iron Man 3’ (2013) และ ‘Hobbs & Shaw’ มารับหน้าที่เขียนบท
แน่นอนว่าพอตัวหนังหยิบเอาอาชีพสตันท์แมนมาเล่า ตัวหนังก็เลยเล่าเรื่องของคนทำงานอาชีพสตันท์ออกมาให้ได้เห็นในช่วงองก์แรก ที่น่าสนใจก็คือ ตัวหนังไม่ได้แค่สะท้อนภาพของคนทำงานอาชีพสตันท์ ที่อุทิศทั้งร่างกายและจิตใจ แต่มักจะไม่ค่อยได้รับเครดิตแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย (คือถ้าไม่หาชื่อตัวจิ๋ว ๆ ในเครดิต ก็ต้องมีข่าวบาดเจ็บ-เสียชีวิตในกองถ่ายก่อนนั่นแหละถึงจะมีคนรู้จัก) หรือแค่สะทัอนภาพของชีวิตจริงสตันท์แมน ทั้งอาการบาดเจ็บของสตันท์ที่ทำให้อาชีพต้องยุติจนต้องหันไปทำอาชีพอื่น รวมทั้งสภาพจิตใจของคนสตันท์ที่ต้องอดทนสู้ แม้ข้างในจะเหน็ดหน่ายกับปัญหาหลายอย่าง (ที่เอาจริงก็หดหู่เกินจะฮาอยู่นะ)

ในขณะเดียวกัน ตัวหนังก็เล่าและจิกกัดเบื้องหลังการทำงานในกองถ่ายหนังไปด้วย ซึ่งการเลือกหนังไซไฟมหากาพย์อวกาศ ที่ปกติแล้วมีกระบวนการหน้ากองที่โคตรจะซับซ้อน ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีในการถ่ายทอดความยุ่งยากวายป่วงในกองถ่ายได้ชัดเจนมาก เพราะสตันท์เองก็ต้องทำงานเคียงข้างไปกับฝ่ายอื่น ๆ ด้วย ตั้งแต่นักแสดงตัวหลัก หัวหน้าทีมสตันท์ แผนกที่เกี่ยวกับโปรดักชัน เอฟเฟกต์ คอสตูม พรอป อาวุธ ระเบิด สลิง ยานพาหนะ CGI การทำ Deepfake ฯลฯ เรื่อยไปจนถึงคนเขียนบท ผู้จัดการนักแสดง ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ แต่พอมันตั้งโจทย์เป็นหนังแอ็กชันคอมเมดี้ ตัวหนังมันก็จะมีความฮาแบบล้น ๆ สมจริงบ้างไม่สมจริงบ้าง แต่ก็ยังดีที่บทสมดุลทุกอย่างเอาไว้ได้อย่างพอดี มุกที่ล้นเลยไม่ล้นจนรก แต่ล้นแบบเปิ่น ๆ จนเรียกเสียงฮาได้ไม่น้อยเลย
พอเข้ากลางเรื่อง ตัวหนังก็เริ่มเข้าสู่พาร์ตของความเป็นหนังทริลเลอร์ขำ ๆ ที่ก็ยังอยู่ในโทนตลกโปกฮาเช่นเคย ยังคงมีฉากแอ็กชันคอมเมดี้ล้น ๆ คละเคล้าด้วยเส้นเรื่องดราม่าโรแมนติกคอมเมดี้ที่ตีคู่กันได้ไงก็ไม่รู้ จริง ๆ จะว่าเป็นจุดสังเกตก็ได้แหละ เพราะตัวหนังช่วงกลางเรื่องค่อนข้างตกท้องช้างพอสมควร โดยเฉพาะพาร์ตอาชญากรรม และพาร์ตโรแมนติกของพระนางที่ยังเกิดอาการขาด ๆ เกิน ๆ ในการเล่าเรื่องจนเกิดอาการแอบหลุดไปจาก Conflict ที่หนังต้องการจะปูเรื่องไว้ไปบ้าง แต่ก็ยังชดเชยได้ด้วยฉากแอ็กชันคอมเมดี้ลีลาเวอร์วังแพรวพราว ที่แอบชวนให้คิดถึงหนังบู๊ของเฮียเฉินหลงแบบเบา ๆ
อีกจุดที่เกินคาดสำหรับผู้เขียนก็คือ แม้หนังเรื่องนี้จะเต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมบู๊ ๆ แมน ๆ ระเบิดเขาเผากระท่อม แต่เคมีระหว่างกอสลิง และบลันต์ที่นอกจากจะถ่ายทอดความเป็นอดีตคู่รักง้องแง้งที่หาเรื่องหาทำใส่กันอย่างสนุกสนานบ้าบอคอแตกแล้ว เคมีของทั้งคู่ยังเป็นอะไรที่น่ารักน่าชัง หวานทะลุความเกรียนดุดันบ้าระห่ำของตัวหนังออกมาได้ไงก็ไม่รู้ และเคมีนี้แหละที่ทำให้เส้นเรื่องโรแมนติกคอมเมดี้ที่พูดถึงเรื่องการทุ่มสุดตัวเพื่อสานฝันให้กับคนที่ตัวเองรัก ก็นับว่าเป็นอะไรที่เสริมความน่ารัก และโรแมนติกเคล้าเสียงฮาแบบห่าม ๆ ได้แบบที่ไม่รู้สึกเลี่ยน รวมทั้งนักแสดงอีกหลายคนที่รับบทของตัวเองได้น่าประทับใจไม่แพ้กัน
ถ้าลิตช์ตั้งใจอยากให้หนังเรื่องนี้เป็นเหมือนกับจดหมายรักในอาชีพสตันท์ แต่สำหรับผู้เขียน มันคือหนังที่สตันท์เองก็อยากบอกรักทั้งฮอลลีวูดและคนดูแบบเนียน ๆ ด้วยต่างหาก เพราะนี่คือหนังที่ฉายให้เห็นถึงคุณูปการสำคัญของอาชีพสตันท์แมนที่มีต่อ ฮอลลีวูด เพราะพวกเขาคือบุคลากรที่อุทิศทั้งร่างกายและจิตใจ ทำงานทุกแบบที่เสี่ยงอันตรายและเสี่ยงสิ้นชื่อ เพื่อมอบความบันเทิงให้แก่ผู้ชมมาโดยตลอด และความรักเหล่านี้มันก็ถ่ายทอดออกมาผ่านศิลปะและการเล่าเรื่องที่เป็นมืออาชีพที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้เขียนเชื่อเลยว่า ใครที่ได้ดูก็คงรู้สึกรัก และรู้สึกถึงการมีอยู่ของสตันท์แมนในหนังหลากแนวที่จะดูเรื่องถัดไปอย่างแน่นอน และเวทีออสการ์ก็ควรจะมอบรางวัลให้กับบุคลากรด้านนี้บ้างเสียทีนะ




