Hercules (1997) จาก “ศูนย์” สู่ “ฮีโร่” แอนิเมชันเทพปกรณัมสุดเกรียนที่กาลเวลาทำอะไรไม่ได้!หากคุณเบื่อเจ้าหญิงที่รอคอยเจ้าชาย หรือสัตว์พูดได้ที่แสนสุภาพ ลองย้อนกลับไปดูแอนิเมชันปี 1997 ที่ชื่อว่า “Hercules” ดูครับ เพราะนี่คือหนังที่เปลี่ยนตำนานกรีกอันแสนเคร่งขรึมให้กลายเป็น “ป๊อปคัลเจอร์” สุดล้ำ เต็มไปด้วยมุกตลกจิกกัด เพลงประกอบสไตล์กอสเปลสุดมันส์ และงานดีไซน์ที่แหวกแนวที่สุดเรื่องหนึ่งของ Walt Disney
ข้อมูลแอนิเมชัน
- สตูดิโอ: Walt Disney Feature Animation
- ผู้กำกับ: John Musker และ Ron Clements (คู่หูผู้อยู่เบื้องหลัง The Little Mermaid และ Aladdin)
- ดนตรีประกอบ: Alan Menken (เจ้าพ่อเพลงดิสนีย์)
เรื่องย่อ: เมื่อเทพเจ้ากลายเป็นมนุษย์ การพิสูจน์ “หัวใจ” จึงเริ่มต้นขึ้น
เรื่องราวเริ่มต้นบนยอดเขาโอลิมปัส เมื่อเทพเจ้า เฮอร์คิวลีส ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความยินดีของมหาเทพซูส แต่ความสุขนั้นสั้นนัก เมื่อ เฮดีส (Hades) เทพแห่งนรกผู้มีแผนจะยึดครองโอลิมปัส พบว่าเฮอร์คิวลีสคือขวากหนามเดียวที่จะหยุดยั้งเขาได้ในอนาคต
เฮดีสส่งสมุนไปลักพาตัวเฮอร์คิวลีสและป้อนยาถอนความเป็นเทพ แต่โชคร้ายที่เฮอร์คิวลีสดื่มไม่หมดหยดสุดท้าย! ทำให้เขากลายเป็นมนุษย์ที่มี “พละกำลังมหาศาล” ติดตัวมาด้วย เขาเติบโตมาในฐานะเด็กหนุ่มที่ดูแปลกแยก จนกระทั่งความจริงถูกเปิดเผยว่าพ่อที่แท้จริงของเขาคือมหาเทพซูส
หนทางเดียวที่เขาจะกลับสู่โอลิมปัสได้ คือการพิสูจน์ตัวเองว่าเป็น “ฮีโร่ที่แท้จริง” (True Hero) เขาจึงออกเดินทางไปหา ฟิล (Phil) ครูฝึกฮีโร่จอมเกรี้ยวกราด เพื่อฝึกฝนและเผชิญหน้ากับเหล่าสัตว์ประหลาด รวมถึงบททดสอบหัวใจกับสาวสวยสุดแสบอย่าง เม็กการ่า (Megara) ที่ทำงานให้กับเฮดีส!

เหตุผลที่ทำให้ “Hercules” ยังคงน่าติดตามจนถึงวันนี้
- งานดีไซน์ที่ฉีกทุกกฎ (Visual Style)
แอนิเมชันเรื่องนี้ได้ Gerald Scarfe ศิลปินนักวาดการ์ตูนล้อเลียนชื่อดังมาช่วยออกแบบตัวละคร ทำให้เส้นสายในเรื่องมีความคดเคี้ยว แปลกตา และดู “เปรี้ยว” กว่าเรื่องอื่นๆ ของดิสนีย์ ตัวละครอย่างเฮดีสที่มีผมเป็นไฟสีฟ้า หรือเม็กการ่าที่มีหุ่นทรงนาฬิกาทรายสุดโต่ง กลายเป็นเอกลักษณ์ที่คนจดจำได้ทันที
- เพลงประกอบสไตล์ Gospel และ R&B
ลืมเพลงบัลลาดช้าๆ ไปได้เลย! Alan Menken เลือกใช้เพลงแนว Gospel (แนวเพลงในโบสถ์ที่มีพลัง) ผ่านกลุ่มตัวละคร The Muses (เหล่าเทพธิดาผู้บรรเลงเพลง) ที่ทำหน้าที่เป็นคนเล่าเรื่อง เพลงอย่าง “Zero to Hero” หรือ “I Won’t Say (I’m in Love)” กลายเป็นเพลงฮิตตลอดกาลที่ฟังตอนไหนก็ยังดูทันสมัย
- “เฮดีส” ตัวร้ายที่ใครก็เกลียดไม่ลง
เฮดีสอาจจะเป็นตัวร้ายที่แสบสันที่สุดในประวัติศาสตร์ดิสนีย์ ด้วยการพากย์เสียงที่เร็วปรู๊ดและเต็มไปด้วยมุกจิกกัด (Fast-talking) ของ James Woods ทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่ขโมยซีนทุกครั้งที่ปรากฏตัว เขาดูเหมือนโปรดิวเซอร์ฮอลลีวูดจอมกะล่อนมากกว่าเทพแห่งนรกตัวเอ้ ซึ่งมันตลกและน่าสนใจมาก
หัวข้อย่อยเจาะลึก: ประเด็นกินใจที่ซ่อนอยู่ใต้กล้ามเนื้อ
- ความหมายของคำว่า “ฮีโร่ที่แท้จริง”
ดิสนีย์ตั้งคำถามที่น่าสนใจมากว่า การเป็นฮีโร่คือการมีชื่อเสียง มีถ้วยรางวัล หรือมีคนยกย่องเท่านั้นหรือ? ช่วงกลางเรื่องเฮอร์คิวลีสมีทุกอย่าง ทั้งเงินทองและแฟนคลับ แต่เขาก็ยังกลับโอลิมปัสไม่ได้ หนังจึงสอนเราว่า “ฮีโร่ไม่ได้วัดกันที่ขนาดของกล้ามเนื้อ แต่พิสูจน์กันที่ความแกร่งของหัวใจ” การเสียสละตัวเองเพื่อผู้อื่นต่างหากคือหัวใจสำคัญ
- “เม็กการ่า” นางเอกที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัย
เม็ก (Megara) ไม่ใช่เจ้าหญิงที่รอคนมาช่วย เธอมีอดีตที่ขมขื่น เคยเจ็บปวดจากความรัก และเป็นตัวละครที่มีความ “เทาๆ” เธอฉลาด มีจิกกัด และรู้จักเอาตัวรอด ซึ่งถือว่าเป็นคาแรกเตอร์ผู้หญิงที่แข็งแกร่งและมีมิติมากสำหรับแอนิเมชันในยุคนั้น
- การล้อเลียนวัฒนธรรมสมัยใหม่
หนังเรื่องนี้ล้อเลียนความเป็น “Superstar” ได้อย่างเจ็บแสบ ไม่ว่าจะเป็นการขายรองเท้าแตะ Air-Herc, บัตรเครดิตที่มีชื่อเฮอร์คิวลีส หรือแม้แต่ฉากที่เขาวาดภาพตัวเองบนไหกรีกโบราณ มันทำให้เรื่องราวในเทพตำนานดูเข้าถึงง่ายและสนุกสนานสำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย
บทสรุป: การเดินทางจากศูนย์สู่ฮีโร่ที่คุณควรดูซ้ำ!
เป็นแอนิเมชันที่ให้ความรู้สึกเหมือนงานปาร์ตี้ที่สดใสและเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ มันมีความสมดุลระหว่างความตลกโปกฮา ฉากแอ็กชันที่เร้าใจ และฉากซึ้งที่ทำเอาเสียน้ำตาได้ง่ายๆ หากคุณอยากหาหนังที่ดูแล้วพลังบวกพุ่งพล่าน หรืออยากฟังเพลงดีๆ ที่จะติดหูคุณไปตลอดทั้งสัปดาห์ “เฮอร์คิวลีส” คือตัวเลือกอันดับ 1 ครับ
สรุปคะแนน: 9/10 (หักคะแนนความเพี้ยนจากตำนานจริงไปบ้าง แต่ความสนุกให้เกินร้อย!)




