Attack on Titan ผ่าพิภพไททัน

Attack on Titan

“สรุปจบในที่เดียว! ทำไม Attack on Titan ถึงขึ้นแท่นอนิเมะระดับขึ้นหิ้งที่ชีวิตนี้คุณต้องดูให้ได้” สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ถ้าพูดถึงอนิเมะที่ทำให้คนดู “ประสาทเสีย” (ในทางที่ดีนะ) และต้องมานั่งถกเถียงกันข้ามปีจนจบ ผมเชื่อว่าชื่อขอ ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งแน่นอนครับ วันนี้ผมจะขอสวมวิญญาณหน่วยสำรวจ พาทุกคนข้ามกำแพงไปดูว่าทำไมไอ้เจ้า “ยักษ์กินคน” เรื่องนี้มันถึงกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกได้ขนาดนี้

จุดเริ่มต้นที่ดูเหมือนจะง่าย…แต่ “แกง” เราหม้อใหญ่

จำความรู้สึกตอนดูซีซัน 1 ได้ไหมครับ? เราเห็น เอเรน เยเกอร์ เด็กหนุ่มเลือดร้อนที่ตะโกนว่า “ฉันจะฆ่าไททันให้หมด!” ตอนนั้นเราทุกคนก็นึกว่านี่คือการ์ตูนโชเน็นสายหลักทั่วไป ที่พระเอกฝึกวิชา ไปแก้แค้นให้แม่ แล้วก็จบแฮปปี้เอนดิ้ง… แต่เชื่อไหมครับ อาจารย์ฮาจิเมะ อิซายามะ (ผู้เขียน) แก “วางยา” เราตั้งแต่วันแรกแล้ว!

หัวใจสำคัญของเรื่องในช่วงแรกคือ ความสิ้นหวัง ครับ การที่มนุษย์ถูกต้อนให้ไปอยู่ในกำแพง 3 ชั้น คือ วอลล์มาเรีย, โรเซ่ และซีน่า มันสะท้อนถึงการถูกกักขังได้อย่างดีเยี่ยม และการปรากฏตัวของ ไททัน 60 เมตร (Colossal Titan) ในวันนั้น ไม่ใช่แค่การพังกำแพงครับ แต่มันคือการพัง “โลกทัศน์” ของพวกเราไปพร้อมกับเอเรนเลย

Attack on Titan เมื่อ “ความจริง” ไม่ได้มีแค่ด้านเดียว

ความสนุกมันเริ่มทวีคูณเมื่อเราพบว่า ไททันไม่ได้มาจากไหนไกล แต่มันคือมนุษย์นี่แหละ! จุดนี้คือการยกระดับจากแนวแอ็กชันสยองขวัญ สู่แนว Mystery & Political Thriller (ลึกลับการเมือง) อย่างเต็มตัว ผมบอกเลยว่าช่วงที่เปิดเผยตัวจริงของ ไททันเกราะ และ ไททันโหล่ (เอ้ย! ไททันมหึมา) คือจุดที่คนดูแทบจะเขวี้ยงรีโมททิ้ง เพราะมันเจ็บปวดเหลือเกินที่รู้ว่าศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด คือเพื่อนที่เคยร่วมสาบานกันมา

และพอบทเฉลยเรื่อง เกาะสวรรค์ (Paradis) กับ อาณาจักรมาร์เลย์ (Marley) โผล่ออกมา โลกของอนิเมะเรื่องนี้ก็เปลี่ยนไปถาวร จากที่เราเคยเชียร์เอเรนแบบสุดตัว เราเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า “แล้วพวกมาร์เลย์เขาก็มีเหตุผลของเขาหรือเปล่า?” นี่คือเสน่ห์ที่ร้ายกาจที่สุดครับ เพราะมันสะท้อนโลกความจริงที่ไม่มีใครเป็น “พระเอก” หรือ “ผู้ร้าย” แบบ 100% ทุกคนต่างก็เป็นเหยื่อของ วัฏจักรแห่งความแค้น กันทั้งนั้น

Attack on Titan

เอเรน เยเกอร์: จากผู้ถูกล่า สู่ผู้พิพากษาโลก

ถ้าจะไม่พูดถึงคนนี้คงไม่ได้ครับ เอเรน คือตัวละครที่มีการพัฒนาการ (หรือดิ่งลงเหว?) ที่น่าสนใจที่สุดในประวัติศาสตร์อนิเมะ จากเด็กน้อยที่อยากเห็นทะเล กลายเป็นชายหนุ่มที่พร้อมจะทำ “การสั่นสะเทือนโลก” (The Rumbling) เพื่อปกป้องคนที่เขารัก การที่เขาเลือกหนทางที่โหดร้ายที่สุด มันทำให้เราคนดูต้องกลับมานั่งกุมขมับว่า “ถ้าเราเป็นเอเรน เราจะทำยังไง?”

ไม่ใช่แค่เอเรนนะ ตัวละครอย่าง มิคาสะ ที่ต้องเลือกระหว่างความรักกับความถูกต้อง หรือ อาร์มิน ที่พยายามจะใช้การเจรจาในโลกที่คุยกันด้วยเลือด ทุกตัวละครมีมิติที่ลึกซึ้งมาก และผมขอกระซิบหน่อยว่า รีไวล์ แอคเคอร์แมน คือคนที่แบกรับความเจ็บปวดไว้มากที่สุด (แถมยังเท่ระเบิดแม้จะสะบักสะบอมแค่ไหนก็ตาม)

Attack on Titan

ทำไมต้องดูให้ได้? (ถ้ายังไม่ได้ดู)

ถ้าคุณชอบเนื้อหาที่ซับซ้อน มีการวาง Easter Eggs หรือคำใบ้ไว้ตั้งแต่ตอนที่ 1 แล้วไปเฉลยเอาตอนที่ 700 (โอเค ผมเว่อร์ไปนิด แต่มันนานจริงๆ!) คุณจะฟินมากครับ ทุกฉากทุกตอนมีความหมาย แม้แต่นกที่บินผ่านหรือความฝันของตัวละคร ทุกอย่างถูกคำนวณมาอย่างดีเยี่ยม ประกอบกับเพลงประกอบสุดอลังการจาก Hiroyuki Sawano ที่ฟังแล้วอยากจะถวายหัวใจ (Sasageyo!) ทันที

สรุปใจความสำคัญ

  1. การทำลายกรอบเดิมๆ: ผ่าพิภพไททัน ก้าวข้ามขีดจำกัดของการ์ตูนสายหลัก เปลี่ยนจากแนวเอาชีวิตรอดสู่มหากาพย์สงครามและปรัชญาได้อย่างไร้รอยต่อ
  2. ประเด็นเรื่องอิสรภาพ: เรื่องนี้ตั้งคำถามที่ลึกซึ้งว่า “อิสรภาพที่แท้จริงคืออะไร?” และเราพร้อมจะแลกความเป็นมนุษย์เพื่อมันหรือไม่
  3. เทาเข้มยิ่งกว่าถ่าน: ไม่มีใครในเรื่องที่บริสุทธิ์ ทุกตัวละครมีแรงผลักดันที่สมเหตุสมผล ทำให้คนดูเกิดความเห็นอกเห็นใจแม้กระทั่งกับศัตรู
  4. งานสร้างระดับมาสเตอร์พีซ: ทั้งเนื้อเรื่อง งานภาพ และดนตรีประกอบ สอดประสานกันจนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของวงการอนิเมะยุคปัจจุบัน
Scroll to Top