The Road to El Dorado (2000) ผจญภัยแดนมหัศจรรย์

ผจญภัยแดนมหัศจรรย์

ผจญภัยแดนมหัศจรรย์ หากจะพูดถึงแอนิเมชันในดวงใจที่ดูกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ แถมยังสร้างมีม (Meme) ให้เราเห็นจนถึงทุกวันนี้ ชื่อของ The Road to El Dorado จะต้องอยู่ในลิสต์นั้นแน่นอน แม้จะผ่านมานานกว่า 20 ปี แต่เสน่ห์ของสองคู่หูจอมกะล่อนอย่าง ตูลิโอ และ มิเกล ยังคงทำให้ผู้ชมทั่วโลกหัวเราะและประทับใจได้เสมอ

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ผู้สร้าง/สตูดิโอ: DreamWorks Animation
  • กำกับโดย: Bibo Bergeron และ Don Paul
  • ดนตรีประกอบ: Elton John และ Hans Zimmer
  • ให้เสียงพากย์: Kevin Kline (Tulio), Kenneth Branagh (Miguel)

เรื่องย่อ: จากนักต้มตุ๋นข้างถนนสู่ “เทพเจ้า” จำแลง

เรื่องราวเกิดขึ้นในสเปนปี 1519 ตูลิโอ (Tulio) และ มิเกล (Miguel) สองนักต้มตุ๋นดวงดี(หรือร้าย?) ที่ดันไปชนะพนันจนได้แผนที่นำทางไปยัง “เอล โดราโด้” นครแห่งทองคำที่สาบสูญ แต่ความซวยทำให้พวกเขาต้องหนีตายจนไปติดอยู่บนเรือของกองทัพสเปน และสุดท้ายก็หลงทางไปจนถึงเกาะลึกลับตามแผนที่นั้นจริงๆ!

เมื่อไปถึงนครแห่งทองคำ ชาวเมืองกลับเข้าใจผิดว่าพวกเขาทั้งคู่คือ “เทพเจ้า” ที่เสด็จลงมาจุติ ตูลิโอและมิเกลจึงต้องสวมรอยเป็นเทพเพื่อกอบโกยทองคำและหาทางหนีกลับสเปน แต่เรื่องราวมันไม่ง่ายแบบนั้น เมื่อพวกเขาต้องรับมือกับสมณะใจเหี้ยมที่คลั่งการบูชายัญ และความสวยสะกดตาของ เชล (Chel) หญิงสาวท้องถิ่นที่รู้ทันแผนการของพวกเขา… งานนี้ความลับจะแตก หรือทองจะเต็มกระเป๋า ต้องไปลุ้นกัน!

ผจญภัยแดนมหัศจรรย์

ความน่าสนใจที่ทำให้ ผจญภัยแดนมหัศจรรย์ เป็นแอนิเมชันที่ข้ามกาลเวลา

  1. เคมีคู่หูที่ลงตัวที่สุดในประวัติศาสตร์การ์ตูน

เสน่ห์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเรื่องคือความสัมพันธ์ระหว่าง ตูลิโอ (จอมวางแผน ขี้ระแวง) และ มิเกล (รักสนุก ช่างฝัน) บทสนทนาของทั้งคู่มีความรวดเร็ว แย่งกันพูด และตบมุกกันโบ๊ะบ๊ะจนเหมือนดูตลกคู่หูจริงๆ ซึ่งความลื่นไหลนี้มาจากเทคนิคการอัดเสียงที่ให้นักแสดงพากย์พร้อมกันในห้องเดียว ทำให้ได้อารมณ์ที่สดใหม่และดูเป็นธรรมชาติมาก

  1. งานภาพระดับมาสเตอร์พีซของ DreamWorks

ในยุคปี 2000 ที่งาน 2D ยังรุ่งเรือง เอล โดราโด้ คือหนึ่งในงานที่สวยที่สุด การลงสีทองคำที่แวววาว ฉากเมืองที่อลังการ และการออกแบบตัวละครที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวที่ดู “เกินจริงแต่ได้อารมณ์” (Exaggerated Animation) ทำให้ภาพลักษณ์ของหนังดูสนุกและมีชีวิตชีวาตลอดเวลา

  1. บทเพลงจากตำนานระดับโลก

ใครจะเชื่อว่าหนังแอนิเมชันตลกจะได้ Sir Elton John มาเขียนเพลงให้ และได้ Hans Zimmer มาดูแลดนตรีประกอบ! เพลงประกอบอย่าง “It’s Tough to Be a God” หรือ “Road to El Dorado” ไม่ได้แค่เพราะอย่างเดียว แต่ยังช่วยเล่าเรื่องและสร้างบรรยากาศสนุกสนานปนผจญภัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาด (หรือควรกลับมาดูซ้ำ)

  • ความตลกที่ “โตเกินเด็ก” แต่ “เด็กดูได้”

เอล โดราโด้ มีจังหวะตลกที่ค่อนข้างฉลาด มีการใช้ภาษากายและการเหน็บแนมที่ผู้ใหญ่ดูแล้วจะเก็ทมุกได้ลึกกว่าเด็ก ทำให้มันเป็นหนังครอบครัวที่แท้จริง มุกตลกหน้าตายหรือสถานการณ์วายป่วงที่ทั้งคู่ต้องแก้ผ้าเอาหน้ารอด เป็นอะไรที่คลาสสิกและไม่ล้าสมัยเลย

  • “เชล” นางเอกที่เป็นมากกว่าแค่สาวสวย

เชล (Chel) คือตัวละครหญิงที่แหวกแนวแอนิเมชันยุคนั้นมาก เธอฉลาด รู้ทัน และเป็นคนคุมเกมเกือบทั้งหมด เธอไม่ได้เป็นสาวน้อยที่รอความช่วยเหลือ แต่เป็นคู่หูคนที่สามที่เข้ามาเติมเต็มแผนการของตูลิโอและมิเกลให้สมบูรณ์ขึ้น

  • ข้อคิดเรื่อง “ทอง” กับ “มิตรภาพ”

ภายใต้เสียงหัวเราะ หนังตั้งคำถามสำคัญกับเราว่า ทองคำมหาศาลมีความหมายแค่ไหนหากต้องสูญเสียมิตรภาพไป? การที่มิเกลเริ่มหลงรักในวัฒนธรรมและผู้คนของเอล โดราโด้ ในขณะที่ตูลิโออยากรีบหนีไปพร้อมสมบัติ ทำให้เราเห็นความขัดแย้งของตัวละครที่สมจริงและกินใจในตอนท้าย

ผจญภัยแดนมหัศจรรย์

บทสรุป: แอนิเมชันฟีลกู๊ดที่ควรค่าแก่การกดดูวันนี้!

The Road to El Dorado อาจจะไม่ใช่นิยายสอนใจที่เคร่งเครียด แต่มันคือนิยามของคำว่า “ความบันเทิง” ที่ครบรส ทั้งแอ็กชันไล่ล่า มุกตลกฮากลิ้ง และงานศิลปะที่งดงาม เป็นหนังที่ช่วยฮีลใจได้ดีในวันที่เหนื่อยล้า และจะทำให้คุณอยากออกผจญภัยไปกับเพื่อนซี้สักครั้งในชีวิต

สรุปคะแนน: 9/10 (หัก 1 คะแนนฐานที่ทำให้เราอยากกินแอปเปิ้ลตามม้าแอลทิโว่!)

 

Scroll to Top