มายเลดี้เจน ราชินีลืมโลก

มายเลดี้เจน ราชินีลืมโลก

My Lady Jane เมื่อประวัติศาสตร์ถูกปั่นจนหลุดโลก! ซีรีส์รอมคอมแฟนตาซีที่ “กาว” แต่กลมกล่อมที่สุดในนาทีนี้ลืมตำราประวัติศาสตร์อังกฤษเล่มหนาๆ ที่เคยเรียนมาไปให้หมด! เพราะ My Lady Jane หรือชื่อไทย “มายเลดี้เจน ราชินีลืมโลก” จะพาคุณไปพบกับเรื่องราวของ ‘เลดี้เจน เกรย์’ ราชินีที่ครองราชย์สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ (เพียง 9 วัน) ในเวอร์ชันที่แสบ สัน และหลุดโลกแบบที่ใครก็คาดไม่ถึง นี่คือซีรีส์ที่ผสมผสานความโรแมนติก การเมืองสุดเข้มข้น และพลังแฟนตาซีเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเมนูจานเด็ดที่ห้ามพลาด!

ข้อมูลเบื้องต้น

  • แนวเกม: Comedy / Romance / Fantasy / Period
  • สร้างจาก: นิยายขายดีของ Cynthia Hand, Brodi Ashton และ Jodi Meadows
  • สตรีมมิ่ง: Prime Video
  • จำนวนตอน: 8 ตอน (จบซีซัน)

เมื่อโชคชะตาไม่ได้จบแค่ที่ “ลานประหาร”

ในประวัติศาสตร์จริง เลดี้เจน เกรย์ คือเหยื่อทางการเมืองที่ถูกประหารชีวิตอย่างน่าเศร้า แต่ใน My Lady Jane จักรวาลนี้ขอเซย์โน! เรื่องราวเล่าถึง เลดี้เจน (Emily Bader) หญิงสาวผู้ชาญฉลาด รักอิสระ และหลงรักสมุนไพรมากกว่าการออกเรือน เธอถูกบังคับให้แต่งงานกับ กิลฟอร์ด ดัดลีย์ (Edward Bluemel) ชายหนุ่มรูปงามที่มีความลับสุดยอดซ่อนอยู่

ความลับที่ว่าคือโลกในซีรีส์นี้มีมนุษย์ที่เรียกว่า “เอเธียน” (Ethians) ซึ่งสามารถกลายร่างเป็นสัตว์ได้ แต่พวกเขากลับถูกกดขี่โดยพวก “เวริตี้” (Verity) หรือมนุษย์ธรรมดาที่ครองอำนาจ เจนต้องเข้าไปพัวพันกับแผนการชิงบัลลังก์ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 6 เพื่อนสนิทของเธอ ท่ามกลางศัตรูที่รายล้อมและความรักที่เริ่มก่อตัวขึ้นกับสามีที่เธอ (เคย) ไม่อยากแต่งด้วย งานนี้ไม่มีคำว่าโศกนาฏกรรม เพราะเลดี้เจนเวอร์ชันนี้จะสู้ตายเพื่อลิขิตชะตาตัวเอง!

มายเลดี้เจน ราชินีลืมโลก

ความน่าสนใจที่ทำให้ มายเลดี้เจน ราชินีลืมโลก น่าติดตามจนหยุดไม่ได้

  1. การเล่าเรื่องแบบ “Meta-Humor” และพากย์เสียงสุดกวน

เสน่ห์อันดับหนึ่งของเรื่องคือ “เสียงบรรยาย” (Narrator) ที่เปรียบเสมือนเพื่อนที่มานั่งดูหนังไปพร้อมกับเรา เสียงนี้จะคอยจิกกัดตัวละคร เบรกอารมณ์ดราม่า หรือแม้แต่ด่าคนเขียนประวัติศาสตร์จริง ทำให้โทนของเรื่องมีความขี้เล่นและทันสมัย (คล้ายๆ กับ Fleabag หรือ Deadpool ในชุดย้อนยุค)

  1. เคมีพระ-นางที่ “พุ่งพล่าน” ทะลุจอ

ต้องขอชมการแคสติ้งที่ลงตัวสุดๆ Emily Bader ถ่ายทอดความแกร่งและความโก๊ะของเจนออกมาได้น่ารักมาก ส่วน Edward Bluemel ในบทกิลฟอร์ดก็คือ “ชายหนุ่มในฝัน” ที่มีความแบดบอยผสมความอ่อนโยน เคมีของทั้งคู่เวลาปะทะคารมกันมันช่างเผ็ดร้อนและชวนฟิน จนสายรอมคอมต้องจิกหมอนขาดแน่นอน

หัวข้อย่อยเจาะลึก: ทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึง “แตกต่าง” จากพีเรียดทั่วไป?

  • ประวัติศาสตร์ฉบับ “Alt-Reality” (โลกคู่ขนาน)

หากคุณเบื่อซีรีส์ย้อนยุคที่ต้องเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว เรื่องนี้คือสวรรค์ครับ! เพราะทีมสร้างประกาศโต้งๆ ตั้งแต่เริ่มว่า “เราจะแก้ประวัติศาสตร์ใหม่” การเอาเรื่องราวการกลายร่างเป็นสัตว์มาใส่ในยุคทิวดอร์เป็นการดีไซน์ที่ชาญฉลาด มันสร้างความขัดแย้งใหม่ๆ และทำให้เราคาดเดาอะไรไม่ได้เลย แม้จะรู้ประวัติศาสตร์จริงมาบ้างก็ตาม

  • ความเป็นเฟมินิสต์ที่ “ไม่ยัดเยียด”

เลดี้เจนในเรื่องนี้ไม่ได้เป็น “แมรี่ ซู” ที่เก่งไปหมดทุกอย่าง แต่เธอกล้าหาญ มีไหวพริบ และพยายามหาทางออกด้วยความรู้ที่เธอมี ซีรีส์เชิดชูความเป็นผู้หญิงที่อยากมีสิทธิ์เลือกชีวิตตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ท่าทีที่เคร่งเครียดจนเกินไป แต่เล่าผ่านความแสบซ่าแทน

  • เพลงประกอบสไตล์ Anachronism

ความเก๋าอีกอย่างคือการเลือกใช้เพลงประกอบที่เป็นแนว Punk Rock หรือ Pop สมัยใหม่ มาใส่ในฉากย้อนยุค (นึกถึงฟีลลิ่งแบบ Marie Antoinette หรือ Bridgerton แต่ดุดันกว่า) มันช่วยปลุกพลังความขบถของตัวละครและทำให้คนดูรุ่นใหม่เข้าถึงอารมณ์ของเรื่องได้ง่ายขึ้นมาก

มายเลดี้เจน ราชินีลืมโลก

บทสรุป: ความบันเทิงระดับ 5 ดาวที่ควรค่าแก่การ “Binge-watch”

My Lady Jane คือนิยามของคำว่า “ดูเอาเพลิน” ที่มีคุณภาพสูงมาก มันมีความฮาที่ได้หัวเราะกิ๊ก มีฉากแอ็กชันที่ลุ้นระทึก และมีความรักที่หวานกำลังดี เป็นซีรีส์ที่ช่วยเยียวยาจิตใจจากการดูหนังเครียดๆ ได้เป็นอย่างดีถ้าคุณชอบความกวนของ The Great ชอบความโรแมนติกของ Bridgerton แต่ก็อยากเห็นอะไรที่แปลกใหม่แบบ X-Men ยุคโบราณคือจิ๊กซอว์ชิ้นที่ขาดหายไปในลิสต์ซีรีส์ของคุณครับ!

สรุปคะแนน: 9/10 (หัก 1 คะแนนฐานที่ทำให้อยากดูซีซัน 2 จนใจจะขาด!)

 

Scroll to Top