รีวิวหนัง Captain America: Brave New World

Captain America: Brave New World

รีวิวหนัง Captain America: Brave New World” กัปตันฉบับนายแบก..แบกหนักที่สุด!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา วงการหนังซูเปอร์ฮีโร่เผชิญภาวะชะงักงันอย่างเห็นได้ชัด หลังจากจุดพีกในปี 2019 ทุกสตูดิโอต่างพยายามดิ้นรนหาทางแก้เกมเพื่อดึงความสนใจผู้ชมกลับคืนมา และฝั่งมาร์เวลเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น หลายเรื่องที่ออกมาหลังจากนั้นดูเหมือนจะไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมแบบที่เคยทำได้อีก จนล่าสุดพวกเขาก็เลือกส่งงานที่ดูเหมือนจะเป็นการกอบกู้ความยิ่งใหญ่กลับคืนมา นั่นคือ Captain America: Brave New World กัปตัน อเมริกา ศึกฮีโร่จักรวาลใหม่ ที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นเส้นเรื่องหลักในการพาจักรวาลมาร์เวลกลับสู่ร่องรอย

เรื่องราวเล่าถึง แซม วิลสัน กัปตันอเมริกาคนใหม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับ แธดเดียส รอสส์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนล่าสุด ก่อนจะถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งระดับนานาชาติที่ซ่อนเงื่อนงำอยู่เบื้องหลัง เขาต้องเร่งหาความจริงและหยุดยั้งแผนการร้ายที่พร้อมจะจุดไฟโกลาหลไปทั่วโลก ฟังพล็อตแล้วอาจชวนให้รู้สึกว่าหนังเต็มไปด้วยความเข้มข้นทางการเมืองและแอ็กชันแบบดุเดือด แต่เมื่อได้ดูจริง ๆ กลับกลายเป็นอีกหนึ่งหลักฐานชัดเจนว่ามาร์เวลยังหาทางกลับมาสู่จังหวะที่เคยมั่นคงไม่ได้

ปัญหาหลักของ Brave New World คือมันยังคงเดินตามสูตรเดิม ๆ ที่ผู้ชมคุ้นจนเดาได้แทบทุกทาง บทภาพยนตร์ที่ผ่านการร้อยเรียงโดยทีมเขียนบทหลายคน ทั้ง ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส, มัลคอล์ม สเปลแมน และ เดแลน มุสซัน กลับไม่ได้สร้างความแปลกใหม่ เนื้อหาเต็มไปด้วยการถกเถียงเชิงการเมืองยืดยาว เสริมด้วยฉากบู๊ที่ควรจะเป็นจุดขาย แต่กลับถูกออกแบบอย่างเชยและไม่เร้าใจ โดยเฉพาะช่วงเปิดเรื่องสิบกว่านาทีแรกที่ชวนให้ขมวดคิ้วว่าเหตุใดถึงผ่านการตัดสินใจปล่อยออกมาได้ในมาตรฐานมาร์เวล อีกหนึ่งจุดที่น่าพูดถึงคือการเลือกผู้กำกับอย่าง จูลิอัส โอนาห์ ที่ถนัดสายหนังอินดี้มารับผิดชอบงานบล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเต็มไปด้วยความลุ่ม ๆ ดอน ๆ เขาดูเหมือนยังไม่สามารถควบคุมสเกลงานสร้างมหาศาลแบบนี้ได้ งานซีจีหลายฉากก็ออกมาดูดิบไม่แนบเนียนไปเสียหมด การตัดต่อและการใช้เพลงประกอบจาก ลอร่า คาร์ปแมน ที่ควรจะช่วยยกระดับอารมณ์ กลับไม่เข้ากับภาพจนกลายเป็นจุดอ่อนอีกประการ

ด้านทีมนักแสดง แม้จะอัดแน่นไปด้วยชื่อดังทั้ง แอนโทนี แม็คกี ในบทกัปตันอเมริกาคนใหม่, แดนนี่ รามิเรซ ในบทฟัลคอนรุ่นถัดมา, แฮร์ริสัน ฟอร์ด ในบทประธานาธิบดีรอสส์ รวมถึงรุ่นใหญ่อย่าง จิอันคาร์โล เอสโปซิโต, ทิม เบลค นีลสัน และ ลีฟ ไทเลอร์ แต่การมีตัวละครมากมายเกินไปกลับทำให้ทุกอย่างพร่ามัวไปหมด ตัวละครหลายตัวไม่จำเป็นต่อเนื้อเรื่องและแทบไม่มีมิติให้จดจำ แม็คกีเองก็แบกรับภาระได้เต็มที่ แต่เสน่ห์ที่ควรพาเรื่องให้แข็งแรงกลับยังไม่ถูกขับออกมาอย่างที่หวัง

เมื่อพิจารณาภาพรวมแล้วเรื่องนี้จึงไม่ใช่การกลับมาที่สง่างามของมาร์เวล หากแต่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างชัดเจนว่าจักรวาลนี้ยังคงหาทางออกไม่เจอ หนังเต็มไปด้วยความพยายาม แต่ความสนุกที่เคยเป็นหัวใจกลับเลือนหายไปมาก ยิ่งเมื่อรู้ว่ามาร์เวลยังมีอีกหลายเรื่องที่เตรียมเข้าฉายในปีเดียวกัน ยิ่งชวนให้ตั้งคำถามว่าจักรวาลหนังนี้จะสามารถพลิกเกมกลับมาครองใจคนดูได้อีกครั้งหรือไม่ เพราะอย่างน้อย Brave New World ก็ได้ยืนยันแล้วว่าการแบกเพียงอย่างเดียวไม่อาจพาให้หนังเรื่องนี้ไปได้ไกล

Scroll to Top