รีวิวหนัง My Fault London คำขอโทษ ลอนดอน

My Fault London คำขอโทษ ลอนดอน

รีวิวหนัง My Fault: London คำขอโทษ: ลอนดอนสู่เมืองใหม่ของรักกลิ่นน้ำเน่าที่คุ้นเคย

ในขณะที่เรายังไม่ทันจะสลัดความรู้สึกฝังใจจากความรักต้องห้ามแบบแปลก ๆ ในหนังน้ำเน่าแนวพี่น้อง (ที่ถึงแม้จะ “ไม่แท้” ก็ตาม) ก็ต้องมาพบกับอีกหนึ่งสูตรสำเร็จที่ไม่ต่างกันนัก แต่เปลี่ยนสถานที่ใหม่ใน My Fault: London คำขอโทษ: ลอนดอน หนังรีเมคที่หยิบพล็อตเดิมจากฉบับสเปนมาปัดฝุ่น สลับโลเคชันให้มาอยู่กลางมหานครลอนดอน แต่ยังคงกลิ่นอายความรักก้ำกึ่งผิดศีลธรรมที่ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามไปตลอดว่ามันจำเป็นต้องผลิตซ้ำอีกจริงหรือ

เรื่องราวเริ่มจาก โนอาห์ เด็กสาวที่ต้องย้ายถิ่นฐานจากฟลอริดามาอยู่ในลอนดอน เพราะแม่ไปตกหลุมรักมหาเศรษฐีผู้ดีอังกฤษ เธอจึงได้พบกับ นิค ลูกชายของสามีใหม่ หรือก็คือพี่ชายจำเป็นของเธอเอง ทั้งคู่เริ่มต้นด้วยการไม่ลงรอยกัน แต่กลับค่อย ๆ ถูกแรงดึงดูดบางอย่างพัดพาเข้าสู่ความสัมพันธ์ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ความรักที่ไม่ควรเกิดขึ้นถูกผลักดันท่ามกลางบรรยากาศของลอนดอนอันหม่นหมอง และซ้อนทับด้วยภัยคุกคามจากพ่อแท้ ๆ ของโนอาห์ที่เพิ่งออกจากคุก ซึ่งเริ่มเข้ามาแทรกซ้อนชีวิตของพวกเขา ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดของเวอร์ชันใหม่นี้คือการใช้ทีมสร้างที่เป็นผู้หญิงล้วน ได้สองผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง ชาร์ล็อตต์ ฟาซเลอร์ และ ดานี กริดวูด ร่วมกับนักเขียนบท เมลิสซา ออสบอร์น พวกเธอพยายามใส่โทนบริติชแบบเข้มข้นลงไปในทุกซีน ทั้งบรรยากาศย่านวัยรุ่นและแสงสีใต้ดินของเมืองใหญ่ แม้จะยังเป็นหนังรักน้ำเน่า แต่ก็มีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ดูมีชีวิตชีวามากกว่าต้นฉบับ

อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงโครงสร้างหลัก My Fault: London ก็ยังไม่อาจหลีกหนีความซ้ำซาก พล็อตรักต้องห้ามยังคงถูกเล่าในโทนดาร์กและยัดเยียดด้วยเพลงประกอบเหมือนกำลังดูมิวสิกวิดีโอที่ยาวเกินไป แม้มุมภาพจะดูทะมึนสมสไตล์อังกฤษ แต่ก็ยังวนเวียนอยู่กับการสร้างอารมณ์แบบฉบับเดิม ๆ ที่ไม่ได้ไปไกลกว่าหนังวัยรุ่นเชย ๆ เท่าไรนัก จุดแข็งเดียวที่น่าจะเหนือกว่าต้นฉบับคือความพยายามทำให้เรื่องราวดู “สากล” มากขึ้น เหมาะกับผู้ชมทั่วโลก ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบรรยากาศละตินแบบเวอร์ชันสเปน ทีมนักแสดงนำเป็นคู่หน้าใหม่ แอชชา แบงก์ส และ แมทธิว บรูม แม้พวกเขาจะยังอ่อนประสบการณ์ การแสดงบางช่วงดูแข็งทื่อไปบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนังสามารถดึงเคมีระหว่างทั้งคู่ให้ออกมาได้พอเหมาะ เคมีที่ดูดิบ ๆ และขัดเขินกลับช่วยขับให้ความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ดูสมจริงในแบบที่พล็อตต้องการ ถือว่าเป็นจุดแข็งที่ทำให้คนดูยังอยากติดตามต่อแม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจก็ตาม

เมื่อมองโดยภาพรวม My Fault: London จึงกลายเป็นหนังรีเมคที่ไม่ได้ดีขึ้นจนแตกต่าง แต่ก็ไม่ได้แย่ลงไปกว่าต้นฉบับ ความตั้งใจที่จะใส่โทนลอนดอนและความเป็นอังกฤษช่วยให้หนังมีเสน่ห์ขึ้นเล็กน้อย แต่โครงเรื่องที่ยังเต็มไปด้วยความน้ำเน่าก็ทำให้มันไม่ต่างจากการดูละครดราม่าที่เราคุ้นชินมากนัก อาจเรียกได้ว่าเป็นงานที่พอดูเพลินในยามว่าง แต่ก็ไม่มีอะไรให้น่าจดจำ เมื่อปิดเรื่องไปแล้ว ความรู้สึกเดียวที่เหลืออยู่คือ “นี่มันพล็อตเดิมที่เพิ่งเคยเห็นมาไม่นานนี่นา” และนั่นอาจสะท้อนว่าพล็อตแนวนี้คงไม่เวิร์กเท่าไรนักกับคนดูในยุคปัจจุบัน

Scroll to Top