รีวิวหนัง “Kraven the Hunter คราเว่น เดอะ ฮันเตอร์” รับหน้าที่ปิดจักรวาลแบบ Back to Basic
ใครจะไปคิดว่าหนังเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ “อีกหนึ่งตัวต่อ” ในจักรวาลไอ้แมงมุม จะกลายเป็นหนังที่ต้องทำหน้าที่ “ปิดจักรวาล” ไปโดยปริยาย — นั่นก็คือ Kraven the Hunter คราเว่น เดอะ ฮันเตอร์ ผลงานล่าสุดจากโซนี่ที่ถูกมอบภาระอันหนักอึ้งโดยไม่ตั้งใจ หลังจากสตูดิโอตัดสินใจพับโปรเจกต์สปินออฟอื่น ๆ ของเหล่าวายร้ายทิ้งทั้งหมด
เพื่อหันไปโฟกัสกับหนัง Spider-Man เส้นหลักแทน การมาถึงของ Kraven the Hunter จึงเต็มไปด้วยทั้งความคาดหวังและแรงกดดัน มันไม่ใช่เพียงหนังเปิดตัวแอนตี้ฮีโร่ใหม่ แต่ยังกลายเป็นเหมือน “หนังส่งท้าย” ให้กับจักรวาลที่ใครหลายคนเชื่อว่า อีกไม่นานก็คงถูกลืมเลือน

จุดกำเนิดนักล่า
แกนหลักของเรื่องคือความสัมพันธ์อันซับซ้อนในตระกูลเครเวนนอฟ ระหว่างพ่อกับลูกที่เต็มไปด้วยปมเงื่อนและบาดแผลทางใจ นำไปสู่ชะตากรรมที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง เซอร์เก เครเวนนอฟ ผู้เติบโตจากครอบครัวที่เต็มไปด้วยรอยร้าว กลายมาเป็นนักล่าผู้ทรงพลัง มีทั้งพละกำลังเหนือมนุษย์และสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่น่าหวาดหวั่น เขาถูกผลักดันด้วยความแค้น และความแค้นนี่เองที่สร้างตำนานของเขาขึ้นมา
หนังเรื่องนี้ได้ เจ.ซี. แชนดอร์ ผู้กำกับที่เคยเข้าชิงออสการ์จากผลงานแจ้งเกิดมาคุมบังเหียน ชื่อของเขาอาจทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านี้เขามักถนัดงานแนวระทึกขวัญเข้มข้นอย่าง Margin Call หรือ A Most Violent Year มากกว่าหนังฮีโร่ฟอร์มยักษ์ การที่เขามาจับงานสร้างจากคอมิกส์ ถือเป็นการออกนอกคอมฟอร์ตโซนครั้งใหญ่
และก็ดูน่าสนใจว่าจะทำให้ “หนังฮีโร่” ออกมาแตกต่างจากสูตรสำเร็จเดิม ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน Kraven the Hunter ได้ทีมเขียนบทที่ไม่ธรรมดา เริ่มจาก ริชาร์ด เว็งค์ (ผู้เขียน The Equalizer) มาวางโครงเรื่อง และเสริมด้วยคู่หู แมตต์ ฮอลโลเวย์ และ อาร์ต มาร์คัม จาก Iron Man และ Uncharted ฟังดูเหมือนงานจะมั่นคง แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม บทหนังพยายามสร้างน้ำหนักและความเข้มข้น
แต่กลับออกมาเชยและไร้พลัง เหมือนหนังฮีโร่ยุคต้น 2000s ที่เล่าแบบตรงไปตรงมาเกินไป จนขาดเสน่ห์สำหรับผู้ชมยุคปัจจุบัน ปัญหาสำคัญอยู่ตรง “คาแรกเตอร์หลัก” คราเว่น อาจจะมีแบ็กกราวด์ที่ดราม่า แต่กลับไม่ถูกขยายศักยภาพออกมาให้ชัดเจนพอ ผู้สร้างพยายามบิลด์ด้วยความตั้งใจดี แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับกลายเป็นเรื่องราวที่จืดชืด ไม่สามารถแข่งขันกับมาตรฐานหนังฮีโร่ยุคใหม่ที่ต้องทั้งเข้มข้นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ในด้านโปรดักชัน ผู้กำกับแชนดอร์พยายามใส่วิสัยทัศน์เต็มที่ ฉากแอ็กชันบางฉากยังดูตื่นตาตื่นใจ มีความอลังการพอสมควร แต่ปริมาณกลับไม่มากพอที่จะสร้างความสะใจ หนังยาวกว่า 2 ชั่วโมง แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปูเรื่องช้า ๆ สลับหนักบ้างเบาบ้าง ผลลัพธ์คือ “น้ำเยอะ เนื้อน้อย” ขาดสมดุลและจังหวะเร้าใจ จุดแข็งที่สุดของหนังก็คือ แอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน ผู้รับบทคราเว่น เขาแทบจะเป็นคนเดียวที่แบกหนังทั้งเรื่องได้ การแสดงของเขามีคาริสมา
เพียงแต่บางครั้งดูเหมือนถ่ายแบบมากกว่าจะเล่นหนัง แต่ก็ยังพอทำให้ตัวละครมีน้ำหนักมากกว่าคนอื่น ๆ ในขณะที่นักแสดงคุณภาพอย่าง อารีอานา เดอโบส และ รัสเซลล์ โครว์ กลับถูกใช้อย่างสิ้นเปลืองบทของพวกเขาแทบไม่มีมิติพอให้โชว์ศักยภาพ กลายเป็นเพียงตัวประกอบหรู ๆ ที่ไม่มีพลังจดจำ ส่วนสมทบอื่น ๆ อย่าง อเลสซานโดร นิโวลา (The Rhino) และ คริสโตเฟอร์ แอบบอตต์ (The Foreigner) ก็ถูกลดบทบาทจนแทบไม่มีค่า แม้จะมีดีไซน์ตัวละครน่าสนใจ
แต่กลับถูกวางไว้เหมือนตัวประกอบชั่วคราว เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่า Kraven the Hunter ไม่ใช่หนังที่ย่ำแย่จนดูไม่ได้ แต่มันสะท้อนความอ่อนล้าของจักรวาลนี้อย่างชัดเจน โซนี่เองก็คงรู้คำตอบดีจึงเลือกที่จะไม่ดันทุรังสร้างจักรวาลวายร้ายต่อไป เพราะมาตรฐานหนังฮีโร่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาได้ยกระดับขึ้นสูงมาก ผู้ชมคาดหวังทั้งความสดใหม่ ความลึก และความตื่นตาตื่นใจ แต่หนังเรื่องนี้กลับเดินย้อนกลับไปใช้สูตรเก่า ผลลัพธ์จึงไม่ต่างจากงานที่ “พอเพลิน ๆ” แต่ไร้การพัฒนา

บทสรุป
ท้ายที่สุด Kraven the Hunter คือหนังที่ถูกบังคับให้แบกภาระเกินตัว ทั้งที่ตัวมันเองยังไม่แข็งแรงพอ มันพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคฮีโร่หนังโรงที่ลอย ๆ ไม่มีหลักแหล่ง แม้จะยังพอมีความบันเทิง แต่ก็ไม่สามารถสร้างร่องรอยหรือความทรงจำที่ยืนยาวได้
บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า “จักรวาลวายร้ายไอ้แมงมุม” ควรจะปิดฉากลงตรงนี้จริง ๆ และปล่อยให้มันเป็นเพียงบทเรียนในประวัติศาสตร์หนังฮีโร่ ว่าการจะสร้างจักรวาล ไม่ใช่แค่การปะติดปะต่อคาแรกเตอร์ดัง ๆ เข้าด้วยกัน แต่ต้องมีทั้งหัวใจและวิสัยทัศน์ที่แข็งแรง ซึ่ง Kraven the Hunter ไม่อาจทำได้สำเร็จ




