ในปี 2025 เขากลับมาอีกครั้งพร้อมภาคต่อสุดทะเยอทะยาน Death Stranding 2: On the Beach ที่ทั้งขยายขอบเขตของโลกเดิม และพาเราไปสำรวจสิ่งใหม่ในเชิงปรัชญาและอารมณ์ โดยเล่าผ่านตัวละคร Sam หลังจากที่เขาได้รวมอเมริกาให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน และได้ออกไปใช้ชีวิตกับ Louise เด็กทารกที่เคยเป็น Bridge Baby หมายเลข 28 และเวลาก็ผ่านมายาวนานนับปี Sam และ Lou ได้อยู่อาศัยด้วยกันในชายแดนฝั่ง Mexico และตัดขาดจากการติดต่อกับทุกคนแต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เขาต้องกลับมาเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม พร้อมด้วยการเปิดเผยอดีตที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำของตัวละครเก่าและใหม่ และแน่นอนกับการจากไปของ Lou ที่ถูกสังหารโดยกลุ่มคนสวมหน้ากาก ทำให้เขาจะต้องออกตามล่าและตามหาความจริงถึงเบื้องหลังของเหตุการณ์ทั้งหมด รวมไปถึงอดีตของ Lou หรือ BB-28 Death Stranding 2 On the Beach เป็นเกมที่ไม่ใช่แค่การ “เดินทาง” แต่คือบทกวีแห่งความโดดเดี่ยว ความหวัง และพันธะระหว่างคนที่ไม่เคยพบกันมาก่อน ครั้งนี้การเดินทางของ Sam จะไม่ใช่แค่การแบกของลุยภูเขา แต่มันคือการดิ่งลึกลงสู่จิตใจ การต่อสู้กับอดีต และการเอาชนะสิ่งที่เรียกว่า “โชคชะตา พร้อมด้วยบรรยากาศโลกหลังหายนะที่ยังคงสวยงามและน่าขนลุกเหมือนเดิม
ใน Death Stranding 2: On the Beach ในภาคนี้จะมีความเป็น เกมAction มากกว่าภาคแรกอยู่พอตัวเลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกัน ดีไซน์ภารกิจส่งของหลายอย่างก็มีความท้าทายในตัวมันเอง อย่างเช่นข้าวของแต่ละชนิด ที่จะมีความเปราะบางหลายรูปแบบกว่าในภาคแรก นั้น Sam ซึ่งตอนนี้ได้เกษียณจากชีวิตเดิมไปแล้ว กลับถูกดึงเข้าสู่ภารกิจใหม่อีกครั้ง เมื่อผู้นำขององค์กรใหม่ชื่อว่า Drawbridge ขอให้เขาช่วยสำรวจ “ภัยคุกคามข้ามมิติ” ที่ดูเหมือนจะเริ่มต้นจาก “ชายหาด” (The Beach) อันเป็นรอยต่อของชีวิตและความตาย ซึ่งในเกมได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า The Beach คือสถานที่อยู่ระหว่าง “ความเป็น” และ “ความตาย” ดังนั้นเรื่องราวในภาคนี้ก็จะเน้นไปที่การตามหาความจริงที่ถูกฝังไว้ และเงาของอดีตที่ยังคงหลอกหลอนเขาอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการเสียชีวิตของ Lou เด็กทารกที่รอดจากการถูกนำเอาออกมาจาก BB-Pod ที่ร่วมเดินทางมากับ Sam ทั่วอเมริกา ทำให้เขาต้องหันหน้ามาแบกของส่งพัสดุกันอีกรอบล่ะเกมนี้ยังคงรักษามาตรฐานเดิมไว้ได้อย่างดีมาก เนื้อเรื่อง การเล่าเรื่อง ทุกอย่างคือไร้ที่ติ ตลอดเวลาเราจะได้รู้จักกับตัวละครใหม่ และรู้จักกับตัวละครเดิม ๆ มากขึ้น ได้เรียนรู้เรื่องราว และเห็นการพัฒนาของตัวละครอยู่ตลอด พร้อมกับได้มีการเฉลยปมต่าง ๆ ที่ทิ้งเอาไว้ในภาคแรกอย่างครบถ้วนDeath Stranding 2: On the Beach ยังคง concept ของเกมภาคแรกไว้ ซึ่งมันก็ยังเป็นเกมเดินส่งของเหมือนเดิม แต่ในภาคนี้
ชีวิตการส่งพัสดุของเรามันจะไม่ยากลำบากมากในช่วงต้นเกมเลย อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมไปถึงยานพหานะก็มีให้ใช้ตั้งแต่ต้นเกม มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เราค่อนข้างเยอะมากและบวกกับประสบการณ์ของผู้เล่นตั้งแต่ภาคแรกมา จะทำให้การส่งของในภาคนี้ สบายขึ้นเยอะมาก Death Stranding 2 On the Beach เป็นเกมที่มีกราฟิกสวยงามมาก ๆ บอกก่อนเลยว่าในการรีวิวครั้งนี้ ผมใช้เพียงแค่ PlayStation 5 เวอร์ชันธรรมดา และเล่นเกมในโหมด Performance ซึ่งตัวเกมสามารถรันภาพได้ที่ 4K เล่นที่ 60FPS โดยตลอดทั้งเกม ผมไม่ได้สัมผัสถึงอาการ Frame Drop อย่างเห็นได้ชัดเลยทีมงานสามารถดึงเอาศักยภาพของ Decima Engine ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเรื่องนี้ควรจะเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับวงการเกม กับการ Optimize Game ที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ หากย้อนกลับไปในเกมภาคแรกบนเครื่อง PS4 ทีมงานก็เคยแสดงมาให้ดูแล้วว่าการ Optimize เกมมันเป็นยังไง และตอนนี้กับภาค 2 ทีมงานก็ดึงเอาความสามารถของ PlayStation 5 ออกมาได้ดีเช่นกัน โดยสรุป Death Stranding 2 ไม่ใช่เกมสำหรับทุกคนแน่ ๆ ด้วยระบบการเล่น การเล่าเรื่อง ทุกสิ่งทุกอย่างของเกมนี้ มันเป็นความ “ติสท์” ของ Hideo Kojima ซึ่งเอาจริง ๆ เฮียแกก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ถ้าใครที่ตามเล่นเกมของเฮียแกจริง ๆ ก็จะรู้ว่าสิ่งที่เขาพยายามจะทำ มันไม่ใช่แค่ Video Game แต่มันคือ Culture เลยล่ะ




