รีวิวหนัง “Thunderbolts ธันเดอร์โบลต์ส” มหกรรมรวมทีมกันคืนฟอร์มให้มาร์เวลหรือเนี่ย?
ได้เวลาที่มาร์เวลจะกลับมาแก้มือกับการรับหน้าที่เปิดฤดูฉายหนังซัมเมอร์ประจำปีอีกครั้ง หลังจากที่หลบพักไปตั้งหลักใหม่ ท่ามกลางยุคความถดถอยของหนังฮีโร๋ พวกเขาก็ได้ส่งคอนเทนท์กลุ่มแก๊งระห่ำของตัวเองออกมาบ้างใน “Thunderbolts ธันเดอร์โบลต์ส” ที่เป็นการจับเอาแอนตีฮีโร่มาร่วมเส้นทางการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา กับภารกิจเดิมพันด้วยชีวิต นี่อาจจะเป็นหมุดหมายอันดีที่มาเพื่อคืนฟอร์มให้สตูดิโอแห่งนี้หรือไม่
เยเลน่า เบโลว่า, บัคกี้ บาร์นส์, เรดการ์เดียน, โกสต์, แทคส์มาสเตอร์ และ จอห์น วอล์กเกอร์ พวกเขาพบว่าถูกหลอกให้มาติดกับที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดย วาเลนตินา อัลเลกรา เดอ ฟอนเทน เหล่าวายร้ายที่ไม่มีใครแยแสเหล่านี้จะต้องทำภารกิจสุดอันตรายที่จะบังคับพวกเขาให้เผชิญหน้ากับอดีตอันดำมืดของแต่ละคน กลุ่มอันสุดแสนไม่สมประดีของพวกเขาจะกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง หรือจะค้นพบเส้นทางและร่วมมือกันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
เพียงแค่เปิดเรื่องมาได้ราว ๆ 30 นาทีก็ใส่เรื่องราวและทิศทางของหนังออกมาได้ชวนติดตาม ด้วยฝีมือการรังสรรค์บทของ “อีริก เพียร์สัน” อีกหนึ่งขาประจำมือปั้นบทของมาร์เวล คนที่เข้ามาในช่วงเฟส 3-4 ที่รู้ดีว่าจะดึงดูดผู้ชมได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงได้ใช้เสน่ห์และความโดดเด่นในมิติของคาแรกเตอร์ตัวละครต่าง ๆ เข้ามาช่วยปูพื้นที่เป็นองค์ประกอบที่ชัดเจนขึ้นในส่วนของการเล่าเรื่องที่ออกมาในแนวกึ่งเซอร์วิสพอประมาณ
กลายเป็นว่า Thunderbolts มาพร้อมกับบทหนังที่คีย์หลักที่ต้องการสื่อสารออกมาได้ค่อนข้างทรงพลังอย่างคาดไม่ถึง นี่คือหนังรวมทีมคนเหนือคนที่พวกเขาพิเศษมากกว่าทุกคน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเพรียบพร้อมไปทุกอย่าง หนังเรื่องนี้นอกจะทำหน้าที่ความบันเทิงในตัวเองได้แล้ว ยังกลายเป็นอีกข้อความที่สามารถช่วยฮีลใจคนดูได้อย่างน่าประทับใจ ผ่านในมุมมองที่ทุกคนต้องเผชิญหน้าสักวัน และนั่นยิ่งทำให้องค์ประกอบของเรื่องราวในหนังยิ่งหนังแน่นขึ้นได้
นี่อาจจะเป็นหนังมาร์เวลที่ออกท่วงท่าลีลาการต่อสู้และโชว์พลังบู๊ที่ไม่ได้โดดเด่นสักเท่าไหร่ ก็ต้องมีเป็นองค์ประกอบที่พึ่งมีนั่นแหละ แต่กลับกลายเป็นว่า Thunderbolts ขับเอกลักษณ์และอรรถรสผ่านไดอะล็อกระหว่างตัวละครได้ออกมาได้ชัดเจนยิ่งกว่าเรื่องไหน ๆ จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เป็นเหมือนม้านอกสาย หมารองบ่อน คนนอกคอก ที่อยากจะตะโกนว่า..ก็มีหัวใจ
ทางด้านงานสร้างก็ยังคงไปได้ดีตามมาตรฐานของหนังมาร์เวล ทุก ๆ ซีเควนท์ที่ใส่เข้ามายังคงพิถัพิถันในการใส่รายละเอียดและเซิร์ฟแฟน ๆ ได้เป็นอย่างดี ถึงเรื่องราวของสมาชิกในหนังเรื่องนี้จะไม่ใช่คาแรกเตอร์ระดับแถวหน้าทุกคน แต่พวกเขาก็สามารถขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กับเทคนิคงานสร้างและเอฟเฟคที่ยังดูเพลินได้ดีตลอดทั้งเรื่อง และเต็มไปด้วยจังหวะที่ลงตัวแบบมืออาชีพ
ไฮไลต์ก็คือแคสติ้งนักแสดงนั่นแหละ “ฟลอเรนซ์ พิว” มารับหน้าที่นำทีมได้อย่างเปล่งประกาย เป็นตัวแบกและตัวยืนเรื่องได้อย่างทรงพลังดี ถึงตัวละครเธอจะเป็นแค่เบอร์รองมาก่อน แต่ความเป็นมืออาชีพในการรับมือกับบทของฟลอเรนซ์ สามารถขับอินเนอร์และมิติให้คาแรกเตอร์นี้ออกมาได้เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังและหัวใจที่ยิ่งใหญ่
เสริมทัพด้วย “เซบาสเตียน สแตน” ที่กลับมาในบทบาทที่แฟน ๆ คุ้นเคย ถึงหนังเรื่องนี้ความโดดเด่นของเขาจะไม่ได้เยอะเท่าไหร่ แต่ก็ยังทรงเสน่ห์เท่ได้เช่นเคย ร่วมด้วย “เดวิด ฮาร์เบอร์” ตัวพ่อขโมยได้ทุกซีน ร่วมด้วย “เลวิส พูลแมน”, “ไวแอตต รัสเซล” และ “ฮานนาห์ จอห์น-กาเมน” ที่พวกเขาเสริมเข้ามาเป็นทีมนักแสดงที่ทรงเสริมพลังของกันและกันได้อย่างลงตัว ลีลาการรับส่งต่อบทกันอย่างลื่นไหวเหมือนเคย
ดังนั้นจะว่าไปแล้วเรื่องนี้มาเพื่อเรียกพลังศรัทธาของจักรวาลหนังมาร์เวลให้กลับมาได้อีกครั้งหนึ่งก็ไม่ผิด เพราะพลังของหนังเรื่องก็แอบทำให้เราคิดถึงยุค ๆ แรกของการได้รู้จัก The Avengers อยู่ไม่น้อยเช่นกัน ราวกับว่ามันทำการรีเซ็ตระบบใหม่อย่างมีนัยยะ เพื่อเป็นเกียรติในการรับหน้าที่เป็นหนังปิดเฟสที่ 5 ที่แสนขรุขระหนักหน่วงได้อย่างงดงามในที่สุด
Thunderbolts ก็คือหนังที่รู้สูตรและรู้จังหวะดีกว่าแฟน ๆ ต้องการอะไร อาจจะไม่สามารถเซอร์วิสออกมาได้อย่างเต็มที่นัก แต่เรื่องนี้กลับพบว่าพกพาเอาหัวใจอันงดงามมาเต็ม ๆ เพื่อจะปูทางไปสู่เส้นทางใหม่ ๆ ในจักรวาลหนังเฟสต่อไป เพียงแค่จุดเริ่มต้นที่เราเห็นในตอนนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาการใจเต้นตึกตักของคนดูที่ให้กับหนังมาร์เวลส่งสัญญาณกลับมาได้หน่อย ๆ แล้ว หลังจากที่มันเจือจางหายไปสักพัก




