รีวิวเกม Clair Obscur: Expedition 33

         เกม Clair Obscur: Expedition 33 เปิดตัวครั้งแรกในงานโชว์เคสของ Microsoft เมื่อสักราวๆ ปีก่อน นอกจากความว้าวและชวนให้ตื่นตาในช่วงแรก มันก็ยังนำมาซึ่งความสงสัยและ กังขา อยู่มากมาย ไม่ว่าจะการเป็นเกมตะวันตกที่พยายามจะทำสไตล์ JRPG, นำเสนอ Turn-based แต่ดันมี QTE และยังเป็นเกมแรกของทางสตูดิโอที่มีทีมงานเพียง 30 คน ไม่ว่าจะมองมันมุมไนก็ดูจะเป็นงานที่เสี่ยงและอาจจะเกินมือไปเสียทุกภาคส่วน คือเกมน่าสนใจก็จริง แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะวางใจในคุณภาพทว่ามันก็คงเหมือนกับนักสำรวจหรือเหล่าขบวน Expedition ระลอกแล้วระลอกเล่าในเกม ที่หากไม่ยอมออกไปท้าทายกับความเสี่ยง พวกเขาก็คงไม่ได้เจอความหวังครั้งใหม่ ฉันใดก็ฉันนั้น ทุกความขัดแย้งจากหลากองค์ประกอบของเกมที่ยังให้เราคิดกังขาและกังวลไปกันเองนั้น ถูกลบล้างไปจนแทบหมดสิ้นเพียงแค่เล่นเกมจบ Act แรก และทำให้ผู้เล่นรับรู้ได้ทันทีว่า Clair Obscur: Expedition 33 ไม่ใช่แค่เกมที่ทำมาเพื่อลองผิดลองถูกโดยผู้พัฒนาหน้าใหม่ แต่เป็นเกมที่ถูกคิดมาอย่างดีและมุ่งมั่นว่าว่าพวกเขาอยากจะมาในหนทางที่แหวกจากขนบเดิมๆ และบรรจงลงมือทำอย่างตั้งใจด้วยแพสชั่นอันเปี่ยมล้นในทุกการสำรวจ ย่อมมีสิ่งที่ผู้มาก่อนต้องส่งต่อถึงคนรุ่นหลัง และ Clair Obscur: Expedition 33 คือผลของการตกตะกอน Genre เกม JRPG ในอดีต ผสมผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัวน่าทึ่งที่สุดเกมหนึ่ง

         นี่คือผลงานชิ้นแรกของ Sandfall interactive ผู้พัฒนาหน้าใหม่ไฟแรงจากฝรั่งเศสที่สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นหนึ่งในทีมสร้าง RPG ชั้นเยี่ยมน่าจับตามองของศักราชนี้แล้วเรียบร้อย Expedition 33 คือปฏิบัติการณ์ของขวบปีในเกม ไม่ใช่ครั้งที่ 33 แต่มันคือตัวเลขล่าสุดที่ผู้ขีดเขียนได้วาดลงบนเสายักษ์กลางมหาสมุทธ จุดหมายสุดท้ายที่เหล่าคณะสำรวจต้องฝ่าไปให้ถึง ทั้งนี้การสำรวจจะมีขึ้นในแทบทุกๆ ปี ดังนั้นแล้วผู้เล่นอาจอนุมานได้ว่าเหตุการณ์ในเกมคือการออกสำรวจครั้งที่ 68 ครับ ซึ่งแน่นอนว่าออกปฏิบัติการณ์ไปมากมายขนาดนี้แล้วยังไม่สำเร็จ ผู้คนจะเหนื่อยหน่ายหรือปลงตกก็คงไม่แปลก และฉากแรกของเกมก็ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของภาวะการณ์ไร้ความหวัง และไม่คาดหวังของผู้คนได้เป็นอย่างดีภายในไม่ถึงชั่วโมงแรกของเกม จากการให้ผู้เล่นได้เดินผ่านตัวเมืองในวันที่ “ผู้ขีดเขียน” กำลังจะตื่น ขณะที่ในเมืองกำลังจัดสิ่งที่คล้ายๆ เทศกาลส่งวิญญาณสำหรับผู้ที่อายุ 33 ปีผู้เล่นจะได้พบกับลูกๆ ที่มาส่งพ่อแม่, น้องที่รอส่งพี่, กิจกรรมรื่นเริงสุดท้ายก่อนความตายจะมาเยือน, การที่บางคนยังไม่มีลูกกลายเป็นเรื่องเห็นแก่ตัวเพราะถือว่าไม่สานต่อเผ่าพันธุ์ มีแม้กระทั่งคนที่กลายเป็นลัทธิบูชาผู้ขีดเขียนก็มี เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของการนำเสนอโลกทัศน์ในช่วงแรกของเกม ซึ่งค่อนข้างฉายให้เห็นภาพชัดเจน แต่กับผู้ที่ชอบคุยหรือสำรวจก็จะได้รับรู้เกร็ดต่างๆ มากมายยิ่งขึ้น

         เกมมีให้ปรับ QTE เป็นแบบออโต้ หรือลดความยากลงเพื่อให้เล่นแบบคลาสสิคพอได้ แต่เชื่อเถอะว่าเกมมันถูกออกแบบมาในแนวทางนี้ และทีมพัฒนาวางแผนมาไว้แล้วว่าจะจัดการกับผู้เล่นในแต่ละช่วงด้วยศัตรูแบบไหน หรือมีเมคานิคใดที่ต้องปลดล็อคให้ใช้ได้แล้วบ้าง ทุกระบบมันโยงใยผ่านการบิลด์ Pictos ซึ่งเป็นเหมือนกับสกิลเสริมของแต่ละตัวละคร หากปิดการใช้บางฟีเจอร์ไป มันก็ไม่อาจพูดได้ว่าคุณสัมผัสกับเกมนี้แล้วครบทุกซอกมุมนั่นจึงเป็นเหตุให้คอ JRPG ฉบับคลาสสิคที่ชอบความชิลหลายๆ คนอาจจะไม่ซื้อกับความที่เกมเป็นแบบนี้ หรือรับกับความเรียลไทม์ แอคชั่น ที่ใส่เข้ามาไม่ไหว เพราะเอาเข้าจริงมันก็พอเข้าใจได้ เรียลไทม์แอคชั่นเหล่านี้ทีมงานไม่ได้ใส่เข้ามาเพื่อแค่ให้มันมี แต่เล่นกับความจดจ่อ และความแม่นยำในการกดปุ่มของผู้เล่นในระดับที่ท้าทายไม่เบา อย่างการหลบก็จะมีทั้งหลบเฉยๆ กับหลบเพอร์เฟ็ค การกระโดดแล้วกดสวนกลางอากาศอาจทำได้ง่ายสักหน่อยเพราะมีสัญญะบอกชัดเจนและเกมจะสโลว์ให้แต่ระบบที่รับบทเป็นทั้งพระเอกและตัวร้ายในตัวคือการแพรี่แล้วสวนครับ คือการกดแพรี่ในเกมนี้ต้องแม่นระดับหนึ่ง ผิดจังหวะนิดเดียวอาจพลาดไปเลย High risk, High return คุณอาจฆ่ามอนสเตอร์ด้วยการแพรี่แล้วสวนอย่างเดียวก็ได้

Scroll to Top