Bad Boys

‘Bad Boys’ ตำนานหนัง Buddy Cop สายตึงแห่งยุค 90s งานเปิดประเดิมงานระเบิดเขาเผากระท่อมของป๋า ไมเคิล เบย์ และ 1 ในสุดยอดแฟรนไชส์ของโปรดิวเซอร์มือฉมัง เจอรี บรักไฮเมอร์ กลับมาอีกครั้งกับภาคที่ 4 ครับ แม้ภาคนี้จะห่างจากภาคที่แล้วที่ทำรายได้อย่างงามตอนช่วงโรคระบาดไป 426 ล้านเหรียญไม่นาน แต่กว่าที่คู่หูจะได้ออกโรงกันอีกครั้ง ก็เรียกได้ว่าหืดจับพอควร

ตั้งแต่เหตุการณ์ดราม่าตบสนั่นโลกของวิล สมิธ ในงานออสการ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเจ้าตัวระดับหนึ่ง รวมทั้งเหตุการนัดประท้วงหยุดงานที่ทำให้หนังต้องเลื่อนมาฉายตอนนี้แทน ตัวหนังยังคงได้คู่หูผู้กำกับ อาดิลแอนด์บิลาล ที่ประกอบไปด้วย อาดิล เอล อาร์บี และบิลาล ฟาลลาห์ ผู้กำกับมาสานต่อความมันเช่นเคย ส่วนทีมเขียนบทได้คริส เบรมเนอร์ ผู้เขียนบทจากภาคที่แล้ว และวิล บีลล์ ผู้เขียนบทจาก ‘Aquaman’ มาสมทบ

เล่าเรื่องของ 2 ตำรวจสืบสวนสอบสวนของไมอามี ไมค์ โลว์รีย์ และมาร์คัส เบอร์เน็ต ที่ต้องกลับมาแท็กทีมอีกครั้ง หลังพบว่า ผู้กองคอนราด ฮาวเวิร์ด มีความเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรค้ายาเสพติด ไมค์และมาร์คัสจึงต้องออกลุยสืบต้นตอเจ้าพ่อค้ายา เจมส์ แม็กกราธ จนทั้งคู่ต้องกลายมาเป็นผู้ร้ายที่ทางการต้องการตัวด้วยเช่นกัน งานนี้แบดบอยส์วัยเก๋า รวมทั้งอาร์มันโด อเรตัส และผู้กองริตา เซคาดา หัวหน้าทีม AMMO คนใหม่ จึงต้องร่วมกันลุยเพื่อล้างมลทินของอดีตหัวหน้าผู้ล่วงลับและของตัวเองให้ได้

ในแง่ของแฟรนไชส์ แน่นอนว่าเรื่องราวแต่ละภาคมักจะมีความเป็นเอกเทศ แต่พอมาถึงภาคนี้ แม้เหตุการณ์และเนื้อเรื่องของภาคนี้จะไม่ได้เชื่อมต่อกันแต่ด้วยความที่มีตัวละครและเหตุการณ์สืบเนื่องจากภาคที่แล้วอยู่หน่อย ๆ ทั้งอาร์มันโดที่จะได้ออกมาช่วยพ่อไมค์ และลุงมาร์คัสไขคดี หรือริตาที่หลังจากเลื่อนยศเป็นผู้กองก็ได้กลายมาเป็นหัวหน้าของคู่หูแบดบอยส์ไปแล้ว คือถ้าไม่เคยดูสักภาคจริง ๆ ผู้เขียนแนะนำว่า ให้กลับไปดูแค่ภาคเดียวแล้วมาต่อภาคนี้เลยก็ได้ครับ จะเข้าใจเรื่องราวบางอย่างที่ภาคนี้กล่าวถึงไว้ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าจะดูภาคนี้เลยก็ไม่ผิดเช่นกัน (แต่อาจจะโดนสปอยล์เนื้อหาบางจุดแค่นั้นเอง)

คือถ้าภาคที่แล้วได้เอาแฟรนไชส์กลับมาปัดฝุ่นใหม่อย่างสมศักดิ์ศรี ภาคนี้ก็น่าจะเป็นการต่อยอด Template ที่ป๋าเบย์และพวกเขาสร้างเอาไว้ได้อย่างลงตัว เข้าที่เข้าทางมากขึ้นในหลาย ๆ ด้าน แน่นอนว่ามันยังคงมีรูปแบบทุกอย่างที่ไม่ได้ผิดแผกไปจากภาคอื่น ๆ มันยังคงมีทุกอย่างอย่างที่แฟรนไชส์นี้ควรจะมี เป็นหนังที่ยังคงรักษามาตรฐาน Bayhem ตามสไตล์ของป๋าเบย์ไว้อย่างครบถ้วนไม่มีตกหล่น ทั้งลูกเล่นมุมกล้อง สูตรเรื่องราวโหดห่ามแบบทีเล่นทีจริง มุมกล้องสโลว์โมชัน 360 องศาที่ก็ยังมีอยู่ มุกและบรรดาของแฟรนไชส์นี้ก็ยังมีมาด้วย

แต่ถึงกระนั้น ตัวหนังก็ยังมีการผสานองค์ประกอบแบบสมัยใหม่ ทั้งมุมกล้องลีลาหวือหวา ที่บางช่วงแทบจะเป็นเกม FPS ไปแล้ว ฉากแอ็กชันที่โหดจริงจังแต่ก็มีความตลกเจือปนมากขึ้น มุกจังหวะนรกในยามคับขัน มุกกวนเบื้องล่างที่ใส่มาแบบไม่ยั้งมือ หรือที่คาดไม่ถึงก็คือบรรดามุกบางอันที่ดูแบบการ์ตูนจัด ๆ ติงต๊องมาก ๆ จนดูแล้วก็แอบรู้สึกว่าเลยเถิดไปหน่อยไหม แต่พอมันอยู่ถูกจังหวะ ถูกตัวละคร นำเสนอแบบถูกต้อง และเล่นอย่างพอดีพอควร มันก็กลายเป็นความฮารสชาติแปลก ๆ ของภาคนี้ แบบที่ไม่เคยมีในภาคอื่นเหมือนกัน

ในแง่ของบท ก็นับว่าเป็นอีกจุดที่หยิบเอา Template ใช้มาตลอดมานำเสนอ คือในแง่หนึ่งจะใช้คำว่า Cliche ก็ได้แหละ แถมเรื่องราวในภาคนี้ก็เรียกได้ว่าวุ่นวายมีหลายเส้นเรื่อง ทั้งการตามสืบล่าหาตัวคนร้ายที่ไม่ได้แค่หาตัวบงการ แต่ต้องตามหาว่าใครกันแน่ที่เป็นหนอนบ่อนไส้ ปมการแก้แค้นจากการกระทำของอาร์มันโด รวมทั้งปมดราม่าครอบครัวที่ขยับขยายกลายเป็นโทนหลัก ๆ ของหนังเรื่องนี้ อาจจะด้วยเพราะอานิสงส์จากภาคโน้นที่ปมครอบครัวแอบติดน้ำเน่าไปแล้ว พอมาภาคนี้ก็เลยออกมาพอดีกว่าเดิม ทั้งมุมมองครอบครัวใหญ่ของมาร์คัส และครอบครัวของไมค์ที่ต้องมานั่งปรับความเข้าใจกับลูกชายที่ห่างเหิน

สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของแฟรนไชส์อายุหลัก 3 ก็คงเป็นเรื่องของสังขารนี่แหละ ที่จริง ๆ ภาคที่แล้วก็มี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตและอดีต รวมทั้งลูกชายของไมค์ในวัยหนุ่มแน่น รวมทั้งการพยายามเกษียณงานของมาร์คัส พอมาภาคนี้ ทั้งคู่ต่างก็มีปมปัญหาและความเปราะบางของตัวเอง ทั้งไมค์ที่ยังไม่ให้อภัยตัวเองจากปมในอดีต จนเริ่มมีปัญหาภายในจิตใจ ในขณะที่มาร์คัสก็ต้องเผชิญกับการตื่นรู้ทางจิตวิญญาณและการกลับชาติมาเกิด ซึ่งก็เห็นความพยายามจะแหวกขนบหนังแนวคนแก่สายลุยที่มีความเจ็บปวดบางอย่างภายในใจ แทนที่จะเล่นเรื่องสังขารเหมือนเรื่องอื่น ๆ แล้วก็นำไปสู่สถานการณ์ฮา ๆ ที่รั่วใช้ได้เลย

คือถ้าใครคาดหวังว่าจะได้เห็นฉากประเภทฉากโดรนเยอะ ๆ ระเบิดถังสารเคมี หรือฉากดอลลี 360 องศา หรือหวังอยากเห็นไมค์และมาร์คัสร้องเพลงของวงก็เรียกว่าไม่พลาดล่ะครับ แต่ก็เห็นความพยายามของทีมงานที่ยังคงหาทางมุกแปลก ๆ มุมกล้องแบบใหม่ ๆ การเล่าเรื่องผ่านความแก่ของตัวละคร รวมทั้ง Cameo และเซอร์ไพรส์ 5 บาท 10 บาท มันเลยออกมาเป็นเหล้าเก่าที่กรอกลงในขวดที่ใหม่ ที่ยังคงน่าดูและน่าสนใจ จะดู IMAX ก็ได้ยินเสียงปืนหนึบ ๆ ชัดเป็นลูก ๆ ดี จะดูระบบปกติก็ไม่เสียหลาย และอีกอย่างคือ จับตาไอ้หนุ่มเรจจี้ไว้ให้ดี ๆ เชียวนะครับ

 

Scroll to Top