Hercules (1997) การผจญภัยของเทพบุตรพลังพัดลมที่พิสูจน์ว่า “ฮีโร่” ไม่ได้วัดกันที่พลังกล้าม!ถ้าพูดถึงแอนิเมชันดิสนีย์ในยุค 90s หลายคนอาจจะนึกถึงเจ้าหญิงแสนสวยหรือเรื่องราวในป่าลึก แต่มีอยู่หนึ่งเรื่องที่ฉีกกฎความคลาสสิกด้วยการหยิบเอาตำนานเทพเจ้ากรีกมาปัดฝุ่นใหม่ ใส่ความกวน ความมันส์ และเพลงประกอบสไตล์ Soul สุดเร้าใจ นั่นคือหรือในชื่อไทยที่คุ้นหูว่า “เฮอร์คิวลีส”
ข้อมูลพื้นฐานของภาพยนตร์
- สตูดิโอ: Walt Disney Feature Animation
- ผู้กำกับ: John Musker และ Ron Clements (คู่หูผู้อยู่เบื้องหลัง The Little Mermaid และ Aladdin)
- แนวหนัง: แอนิเมชัน / ตลก / ผจญภัย / มิวสิคัล
เรื่องย่อ: จากเทพบนสวรรค์ สู่ “เด็กโข่ง” พลังเหลือเฟือบนโลกมนุษย์
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นบนยอดเขาโอลิมปัส เมื่อ เฮอร์คิวลีส บุตรชายของเทพซุสและเฮราถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความยินดีของเหล่าเทพ แต่ความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อ ฮาเดส เทพแห่งยมโลกผู้ริษยา ได้วางแผนจะยึดครองโอลิมปัส และพบคำทำนายว่าเฮอร์คิวลีสจะเป็นอุปสรรคเพียงหนึ่งเดียวของเขาฮาเดสจึงส่งลูกสมุนไปลักพาตัวเฮอร์คิวลีสและป้อนยาให้กลายเป็นมนุษย์เพื่อที่จะฆ่าทิ้ง แต่แผนการกลับผิดพลาด! เฮอร์คิวลีสกลายเป็นมนุษย์ที่ยังมี “พลังเทพ” หลงเหลืออยู่ เขาจึงเติบโตมาบนโลกมนุษย์ในฐานะเด็กหนุ่มที่เข้ากับใครไม่ได้ เพราะพลังที่มากล้นจนทำลายข้าวของพังพินาศไปหมดการเดินทางเพื่อพิสูจน์ตัวเองจึงเริ่มขึ้น เฮอร์คิวลีสต้องฝึกฝนกับ ฟิล (Phil) ครูฝึกฮีโร่ร่างเล็กสุดแสบ เพื่อเอาชนะสัตว์ประหลาดและสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังพอที่จะกลับขึ้นไปเป็นเทพบนโอลิมปัสได้อีกครั้ง แต่เขาจะรู้หรือไม่ว่า การเป็นฮีโร่ที่แท้จริงนั้น ไม่ได้วัดกันที่จำนวนศัตรูที่ล้มได้ แต่วัดกันที่ “หัวใจ” ต่างหาก

ทำไม Hercules ถึงยังน่าดูแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 20 ปี?
- งานภาพที่เป็นเอกลักษณ์ (Visual Style)
ดิสนีย์ในเรื่องนี้ไม่ได้มาสายหวานละมุน แต่ได้แรงบันดาลใจมาจากลายเส้นของ Gerald Scarfe นักวาดการ์ตูนล้อเลียนชื่อดัง ทำให้ตัวละครมีความเป็นเหลี่ยม มุม และเส้นสายที่ชัดเจน ดูแปลกตาแต่มีเสน่ห์ล้นเหลือ โดยเฉพาะการออกแบบเหล่าอสุรกายอย่าง “ไฮดรา” ที่เป็นการผสมผสานงาน 2D และ 3D ยุคแรกได้อย่างน่าทึ่ง
- เพลงประกอบระดับ Iconic
ลืมเพลงช้าซึ้งๆ ไปก่อน เพราะเรื่องนี้ขับเคลื่อนด้วยเพลงสไตล์ Gospel และ Soul ผ่านกลุ่มตัวละคร “The Muses” (เหล่าเทพธิดาแห่งศิลปะ) ที่มาทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่อง เพลงอย่าง Go the Distance คือเพลงปลุกใจชั้นดี หรือ I Won’t Say (I’m in Love) ก็เป็นเพลงรักฉบับตัวแม่ที่ฟังเมื่อไหร่ก็ไม่เบื่อ
- ตัวร้ายที่เกลียดไม่ลงอย่าง “ฮาเดส”
ฮาเดสในเวอร์ชันนี้คือหนึ่งในตัวร้ายที่ดีที่สุดของดิสนีย์ เขาไม่ได้น่ากลัวจนตัวสั่น แต่เป็นตัวร้ายสาย “ตลกหน้าตาย” ที่ยิงมุกรัวๆ และขี้วีนสุดขีด การพากย์เสียงต้นฉบับของ James Woods ทำให้ฮาเดสกลายเป็นตัวละครที่มีสีสันที่สุดในเรื่องเลยก็ว่าได้

เกร็ดน่ารู้: สิ่งที่แตกต่างจากตำนานกรีกจริงๆ
แม้จะอิงจากตำนานเทพกรีก แต่ดิสนีย์ก็ได้ปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้ “ใสสะอาด” เหมาะกับเด็กๆ มากขึ้น เช่น:
- ในตำนานจริง เฮอร์คิวลีสเป็นลูกเมียน้อย (ซุสไปกิ๊กกับมนุษย์) แต่ในหนังเขาเป็นลูกในไส้ของซุสกับเฮรา
- เทพีเฮราในตำนานจริงคือคนที่จองล้างจองผลาญเฮอร์คิวลีส แต่ในหนังเธอกลายเป็นคุณแม่ที่แสนดี
- “เพกาซัส” ในตำนานไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเฮอร์คิวลีสเลย แต่ดิสนีย์จับมาคู่กันจนกลายเป็นเพื่อนซี้ที่น่ารักสุดๆ
บทสรุป: ความเป็นฮีโร่ที่อยู่ใกล้ตัวเรา
ไม่ใช่แค่การ์ตูนแอ็กชันปล่อยพลัง แต่มันสอนให้เราเห็นว่าความโด่งดังและชื่อเสียง (Celebrity) เป็นเพียงเปลือกนอก เฮอร์คิวลีสอาจจะมีถ้วยรางวัลมากมาย มีรองเท้าแบรนด์ตัวเอง มีสินค้าของที่ระลึก แต่เขาก็ยังไม่สามารถกลับเป็นเทพได้ จนกว่าเขาจะเข้าใจความหมายของ “การเสียสละเพื่อผู้อื่น”นี่คือแอนิเมชันที่ดูสนุกกันได้ทั้งครอบครัว เด็กๆ จะตื่นเต้นกับฉากสู้กับสัตว์ประหลาด ส่วนผู้ใหญ่จะเพลิดเพลินกับมุกตลกจิกกัดสังคมและการตลาดที่แทรกอยู่ตลอดเรื่อง
คะแนนรีวิว: 9/10 (Must Watch!)




