รีวิวเกม Wanderstop

Wanderstop

หากใครเคยรู้สึกถึงความขัดแย้งภายในตัวเองนี้ วิดีโอเกมดูแลร้านชา Wanderstop จะพาเราไปสำรวจความบ้างาน การพักไม่เป็น และอาการเบิร์นเอาต์ได้อย่างสวยงาม  ครั้งแรกที่เราเห็นเกมนี้ มันไม่แตกต่างจากเกม Life-Simulator ทั่วไปนัก เกมที่ตัวละครปลูกผัก เก็บใบชา และคุยกับผู้คนในโลกแฟนตาซี เหมือนเป็นวิวัฒนาการของเกมปลูกผักอย่าง Harvest Moon หรือ Stardew Valley  แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้แตกต่างออกจากเกมแบบนี้เกมอื่นก็ตรงเนื้อเรื่อง

Wanderstop คือเรื่องราวของ อัลต้า นักรบสาวผู้ไม่เคยแพ้ใครในสังเวียนการต่อสู้มาตลอดหลายปี แต่อยู่มาวันหนึ่งระหว่างสู้อยู่ เธอไม่อาจยกดาบประจำตัวได้อีกต่อไป เหตุการณ์นั้นทำให้เธอแพ้เป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นเธอก็ไม่สามารถชนะใครได้อีกเลย  เธอเลือกเดินทางเข้าป่าตามหาอาจารย์ของเธอ เพื่อให้อาจารย์ฝึกเธอใหม่จนกว่าจะกลับมาสู้ได้อีกครั้ง แต่ระหว่างทาง อัลต้ากลับเป็นลมล้มลง ไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้ เธอตื่นขึ้นมาอีกทีที่ร้านชาเล็กๆ กลางป่าใหญ่ ชื่อว่า Wanderstop เจ้าของร้าน โบโร่ ช่วยเธอเอาไว้แล้วแบกเธอมาที่นี่  แม้อัลต้าจะอยากกลับออกไปสู่ป่าใหญ่เพื่อเดินทางต่อขนาดไหน เธอก็ไม่สามารถวิ่งหนีจาก Wanderstop ได้ เพราะเธอวูบหลับทุกครั้งที่พยายาม แถมเธอก็ยังไม่สามารถยกดาบของเธอขึ้นได้อีกด้วย ตัวเลือกเดียวของเธอคือการ ‘พัก’ ด้วยการช่วยโบโร่ดูแลร้านชาแปลกประหลาดแห่งนี้ 

เก็บใบชา เอาไปชาไปตากแห้ง ระหว่างนั้นก็ไปดูแลสวน กวาดใบไม้ รดน้ำต้นไม้เก็บผลไม้ ต้มน้ำ ชงชา เอาชาให้กับลูกค้า หนึ่งวันของอัลต้าไม่ได้แตกต่างจากตัวละครในเกม Cozy Game เกมอื่น จะต่างไปก็ตรงที่เธอรู้สึกไม่อยากอยู่นิ่งๆ ตรงนี้เลย เธออยากที่จะยกดาบของเธอให้ได้ เธออยากจะกลับไปต่อสู้อีกครั้ง ดูแลร้านชาที่เธอกำลังทำอยู่คือสิ่งชั่วคราวที่เธอมองว่าเสียเวลา “ผมอยากจะสร้างอะไรสักอย่างที่เรียบง่าย สิ่งที่จะสามารถเยียวยาหัวใจ และฟื้นคืนสมดุลมาให้กับชีวิตผม” ผู้กำกับแและนักเขียนบท เดวี่ วรีเดน พูดเกี่ยวกับความตั้งใจแรกตอนเข้าคิดสร้าง Wander stop  วรีเดนเป็นผู้พัฒนาเกมอิสระที่ดังเป็นพลุแตกตอนที่เขาสร้าง The Stanley Parable เมื่อปี 2013 มันคือวิดีโอเกมคอนเซ็ปต์จัดที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับ ‘อิสระ’ ภายในวิดีโอเกมอีกที ด้วยบทของเกมที่ตลกและแหลมคม The Stanley Parable สร้างบทสนทนามากมายเกี่ยวกับวิโอเกมในฐานะงานศิลปะ  แต่เช่นเดียวกับงานศิลปะโมเดิร์นและโพสต์โมเดิร์นทุกอย่าง เสียงพูดคุยเกี่ยวกับ Stanley Parable นั้นแตกออกเป็นสองฝั่งใหญ่ๆ ฝั่งหนึ่งบอกว่าบทของเกมเกมนี้เหนือชั้นและสมควรจะได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในวิดีโอเกมที่สำคัญที่สุดตลอดกาล แต่อีกฟากก็มองว่ามันเป็นเกมที่ ‘อวดฉลาด’(Pretentious) และซ่อนความอ่อนหัดของผู้สร้างไว้หลังการเขียนบท เพราะมันคือเกมที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากการเดินไปเรื่อยๆ 

แรงกดดันจากกระแสตอบรับเหล่านี้ทำให้วรีเดนสร้างเกมถัดมาของเขาชื่อว่า The Beginner’s Guide เกมเกี่ยวกับศิลปินผู้ถูกลบล้างตัวตนเมื่อผลงานของเขาออกไปสู่สายตาของคนภายนอก ศิลปะของวรีเดนนำความสำเร็จมาให้เขา แต่ในขณะเดียวกันมันก็มอบรอยแผลมากมายด้วย ความหวังของเขาในการสร้างเกมสบายๆ อย่าง Wander stop คือมันจะสามารถทำให้หัวใจของเขาชื่นบานได้มากขึ้น  แต่ว่าระหว่างการทำงานเขาเริ่มรู้ตัวว่าคิดผิด วรีเดนกลับไปเครียดเหมือนเดิม รู้สึกว่าตัวเองยังทำไม่พอ ยังพักได้ไม่ดีพอ เกมสบายๆ เกมนี้ยังสบายไม่พอ นั่นคือจุดเริ่มต้นจริงๆ ของ Wander stop วรีเดนใช้เกมสบายๆ เกมนี้พูดคุยเกี่ยวกับความยากในการพักหลังภาวะหมดไฟและความสิ้นหวังเข้าสิงจิตวิญญาณของเขา ความรู้สึกของเขาตอนสร้างเกมสะท้อนอยู่ในความรีบร้อนของอัลต้าอย่างเห็นได้ชัด   “การเยียวยาหัวใจมันช่างยุ่งเหยิงและขมปร่า ผมอยากรู้นะว่าเขาทำกันยังไง ผมอยากเชื่อว่ามันเป็นไปได้ที่เราจะสามารถทิ้งตัวตนเก่าของเราไว้ข้างหลังแล้วแปลงตัวเป็นคนใหม่ เป็นคนที่ดีกว่าเดิม คนที่รู้จักพัก รู้จักความสงบภายใน แต่ให้ตายเถอะพระเจ้า มันช่างยากเหลือเกิน” วรีเดนพูดในเทรเลอร์ของเกม  

ทุกอย่างฟังดูเมคเซนส์ไปเสียหมด แต่ว่าบ่อยครั้งเหลือเกินที่หลากหลายปัจจัยรอบกายไม่ปล่อยให้เกิด 5 ลักษณะเหล่านั้น อาจจะเพราะความคาดหวังที่สูงเกินไป อาจจะเพราะมีเวลาไม่มากพอ พื้นที่ที่เราอยู่อาจไม่เอื้ออำนวยให้เกิดความสงบ หรืออาจจะเพราะแนวคิดแบบผู้ประกอบการที่เป็นที่นิยมเหลือเกินในปัจจุบันบังคับให้เราไม่อาจหยุดพัก 

Scroll to Top