รีวิว Star Ocean: The Second Story R

Star Ocean: The Second Story R

รีวิว Star Ocean: The Second Story R – การกลับมาครั้งที่ 3 ที่ยังสดใหม่กว่าที่คิด

ในยุคนี้ กระแสการ “คืนชีพ” เกมคลาสสิกกำลังมาแรง และหนึ่งในแนวทางที่หลายค่ายนิยมใช้คือกราฟิกแบบ HD-2D ซึ่งเราเห็นกันมาแล้วในเกมดังอย่าง Live A Live หรือ Dragon Quest 3 ที่กำลังอยู่ในระหว่างการสร้าง แม้ช่วงแรก HD-2D จะสร้างความตื่นตาตื่นใจได้มาก แต่เมื่อถูกนำมาใช้ซ้ำหลายครั้ง ความแปลกใหม่ก็อาจลดลงไปบ้าง แต่สำหรับการมาของ Star Ocean: The Second Story R บอกได้เลยว่าไม่ธรรมดา เพราะตั้งแต่เปิดตัวก็ชัดเจนว่ามันไม่ได้มาในฟอร์แมต HD-2D ทั่วไป อีกทั้งนี่เป็นการ “กลับมา” ครั้งที่ 3 ของเกมนี้ — ภาคต้นฉบับออกบน PS1 ในยุค 90s จากนั้นถูกรีเมกบน PSP ในปี 2008 และล่าสุดก็ปรับโฉมอีกครั้งลงให้กับ PS4, PS5, Nintendo Switch และ PC

เนื้อเรื่อง ผจญภัยครั้งใหม่ในจักรวาล Star Ocean

แม้จะเป็นรีเมก แต่เนื้อเรื่องยังคงเค้าโครงเดิม เปิดเรื่องในปีอวกาศ S.D. 366 (ค.ศ. 2452) หลังเหตุการณ์ใน Star Ocean ภาคแรก 20 ปี ผู้เล่นรับบท Claude C. Kenni นายทหารหนุ่มที่ได้รับภารกิจสำรวจดาวเคราะห์ Milokeenia ก่อนจะถูกพาเข้าสู่การผจญภัยครั้งใหญ่บนโลกที่ไม่คุ้นเคย ถ้าเคยเล่นภาคเก่ามาแล้ว เนื้อเรื่องอาจไม่เซอร์ไพรส์นัก แต่การนำเสนอด้วยภาพและการพากย์เสียงที่ปรับปรุงใหม่ทำให้การเล่าเรื่องมีชีวิตชีวาและชวนติดตามมากกว่าเดิม

กราฟิก ผสมผสานอดีตกับปัจจุบัน

หลายคนคาดว่า Square Enix จะเลือกทำแบบ HD-2D ให้จบ ๆ ไป แต่ทีมพัฒนากลับเลือกสร้างสไตล์กราฟิกที่ผสมความละเอียดระดับ HD เข้ากับโมเดลตัวละครพิกเซลคมชัด แล้ววางลงบนฉาก 2.5D ที่มีมิติและรายละเอียดพอดี ทำให้ภาพรวมดูทั้งทันสมัยและคงกลิ่นอายยุค 90s ฉากแผนที่หลักยังสามารถหมุนมุมกล้องได้ เพิ่มความรู้สึกมีชีวิตให้โลกในเกม เพลงประกอบก็ถูกนำมาปรับแต่งใหม่ แม้บางธีมจะยังมีกลิ่นความคลาสสิก แต่ก็เข้ากับบรรยากาศ RPG ญี่ปุ่นได้ดี แถมยังมีเสียงพากย์แทบตลอดทั้งเกม

เกมเพลย์ JRPG ที่ผสมแอ็กชันอย่างลงตัว

รูปแบบการเล่นยังคงเป็น RPG แบบคลาสสิก มีโลกกว้างให้สำรวจ เมืองและดันเจี้ยนออกแบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน สำหรับผู้เล่นยุคใหม่ก็มีระบบไกด์บนแผนที่บอกเป้าหมายชัดเจน พร้อมโหมดง่ายให้เลือก แต่ก็ยังคงความท้าทายให้แฟนเกมดั้งเดิมเลือกโหมดปกติหรือโหมดยากได้

การต่อสู้ เร้าใจไม่แพ้เกมแอ็กชัน

จุดขายของซีรีส์นี้คือระบบต่อสู้ แม้การพบศัตรูยังใช้การตัดเข้าฉากเหมือน RPG ทั่วไป แต่พอเข้าสู่การต่อสู้แล้วจะเป็นแอ็กชันเต็มรูปแบบ ผู้เล่นบังคับตัวละครเคลื่อนที่ โจมตี ใช้สกิลหรือเวทมนตร์ได้อย่างอิสระ พร้อมตั้งค่าปุ่มเองเพื่อสร้างคอมโบ แม้จะควบคุมได้เพียงตัวละครเดียวในแต่ละครั้ง แต่สามารถสลับตัวเล่นได้ตามต้องการ ส่วนตัวละครอื่นจะบังคับด้วย AI ที่เรากำหนดแนวทางการเล่นได้ เช่น เน้นโจมตีปกติ หรือห้ามใช้ MP ในภาครีเมกนี้ยังเพิ่มระบบ Assault ดึงตัวละครจากภาคอื่นมาช่วยต่อสู้ แม้จะไม่บังคับตรง ๆ แต่เพิ่มลูกเล่นและความอลังการได้ดี รวมถึงระบบ “สายสัมพันธ์” ที่ทำให้เกิดท่าไม้ตายแบบประสานพลัง เพิ่มความมันส์ให้การต่อสู้

ระบบปรับแต่ง ลึกพอให้สนุก

การพัฒนาตัวละครยังคงใช้การเก็บเลเวล เพิ่มค่าพลังตามต้องการ พร้อมสวมใส่อาวุธ ชุดเกราะ และไอเทมต่าง ๆ เสริมด้วยระบบคราฟต์ไอเทมจากวัตถุดิบในฉาก รวมถึงระบบทำอาหารที่บางครั้งฟื้นพลังได้มากกว่ายาเสียอีก การเดินทางก็สะดวกขึ้น มีระบบวาร์ปไปยังเมืองที่เคยไป และยังมียานอวกาศสำหรับการสำรวจบางส่วน

บทสรุป

การรีเมกที่คงความคลาสสิกของ RPG ยุค 90s ไว้ครบถ้วน แต่เพิ่มความทันสมัยด้วยภาพสวย ระบบต่อสู้ที่มีส่วนผสมของแอ็กชัน และความสะดวกสบายในเกมเพลย์ ทำให้ทั้งแฟนเก่าและผู้เล่นใหม่สามารถสนุกกับมันได้ แม้จะเป็นการกลับมาครั้งที่ 3 แต่ด้วยการปรับปรุงที่ลงตัว ทำให้ภาคนี้ไม่รู้สึกเชย และยังเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของการชุบชีวิตเกมเก่าให้กลับมามีเสน่ห์ในยุคปัจจุบันได้อย่างแท้จริง

 

Scroll to Top