รีวิว Fatal Fury City of The Wolves

Fatal Fury City of The Wolves

รีวิว Fatal Fury City of The Wolves การกลับมาอีกครั้งของเกมต่อสู้ระดับตำนาน

Fatal Fury คืออดีตเกมต่อสู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยยุคปี 90 ดังขนาดไหนก็อยู่ในระดับที่เทียบเคียงกับ Street Fighter ในยุคนั้นเลย หลังจากที่หายไปนานกว่า 24 ปี SNK ก็กลับมาสานต่อตำนานของเหล่าหมาป่ากระหายเลือดอีกครั้ง แต่จะดีสมกับที่รอคอยกันรึเปล่า ติดตามกันได้ในรีวิว Fatal Fury: City of The Wolves

2 ปีหลังจากการแข่งขัน King of Fighters: Maximum Mayhem Rock Howard ตัวเอกจากภาคที่แล้ว ได้ตัดสินใจแยกทางกับ Terry Bogard อาจารย์และพ่อบุญธรรมของตนไปร่วมทีมกับ Kain หนึ่งในผู้นำของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในโลกใต้ดินของ South Town โดยแลกเปลี่ยนกับเบาะแสของแม่แท้ ๆ ของ Rock ที่หายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน เพื่อค้นหามรดกที่ Geese Howard เจ้าพ่อแห่ง South Town ผู้ล่วงลับได้ทิ้งเอาไว้

และในตอนนั้นเอง ก็มีบัตรเชิญเข้าร่วมการแข่งขัน King of Fighters ครั้งใหม่ที่ผู้จัดลงนามว่า Stroheim ส่งมาหาเหล่านักสู้ที่ยังอยู่ในเมือง South Town โดยมีรางวัลก็คือมรดกสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ของ Geese Howard ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวที่เหนือกว่าทุกคนก็จะได้ครอบครองมัน และศึกครั้งใหม่ของเหล่าหมาป่ายอดนักสู้ก็เกิดขึ้นอีกครั้งในเมืองแห่งนี้

แม้โดยส่วนใหญ่แล้วเกม Fighting จะไม่ใช่เกมแนวที่มีเนื้อเรื่องหวือหวาหรือน่าติดตามเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีซะทีเดียว เพราะเกมซีรีส์ Mortal Kombat หรือ Guilty Gear ก็พิสูจน์มาแล้วว่าเกมต่อสู้ก็สามารถที่จะมีโหมดเนื้อเรื่องที่ดีได้เหมือนกัน

แต่สำหรับ City of the Wolves นั้นทางทีมงานยังคงเลือกวิธีการเล่าเนื้อเรื่องของเกมในรูปแบบของเกมตู้หรือเกมอาร์เคต กล่าวคือเนื้อเรื่องที่เป็น Canon นั้นจะเกิดขึ้นกับเฉพาะตัวละครหลักของเกมเท่านั้น ที่เหลือจะเป็นการเล่าแบบกึ่ง What if ที่สมมติว่าผู้ชนะการแข่งขัน KOF นั้นคือตัวละครที่เราเล่นอยู่ เขาหรือเธอจะทำอย่างไรต่อไปหลังปราบบอสหรือคู่ปรับของตัวเองลงได้ แต่ก็จะมีการเล่าเนื้อหาบางอย่างที่เป็นการไขปริศนาบางอย่างของเนื้อเรื่องให้สมบูรณ์ขึ้นไปในตัว เรียกว่าถ้าอยากเก็บรายละเอียดจนครบ ก็ต้องอดทนเล่นโหมด Arcade ให้จบทุกตัวละครนั่นเอง

ซึ่งโดยรวมแล้วเนื้อหาของเกมอาจจะไม่ได้หักมุมมากนักเมื่อเทียบกับเกมที่เน้นเนื้อเรื่อง และสำหรับผู้เล่นใหม่ก็อาจจะงงนิดหน่อย ว่าตัวละครนี้มีที่มาที่ไปยังไง แล้วไปเจออะไรมาจากเนื้อเรื่องภาคเก่าถึงได้เป็นแบบนี้ แม้จะมีการเล่าเรื่องผ่านช่วง Intro ของตัวละครนั้น ๆ บ้าง แต่ก็ยังไม่ครบถ้วนดี และด้วยการเล่าเรื่องที่เน้นไปทางภาพนิ่งสไตล์การ์ตูนอเมริกันคอมิกส์ ก็ทำให้การดำเนินเนื้อเรื่องระหว่างเล่นค่อนข้างจืดชืดลงพอสมควร

แต่สำหรับแฟนเก่าแก่ของเกมนี้ที่ผูกพันกันมานานหลายปี อาจจะรู้สึกดีก็ได้ เพราะเราจะได้เห็นเนื้อหาที่เสริมจากเกมในภาคเก่า รวมถึงมุมมองที่มีต่อตัวละครบางตัวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เรียกว่าเป็น Fan Service ที่เจ๋งพอตัวจนทำให้รู้สึกเต็มอิ่มได้เลย แต่ใครที่เพิ่งเข้ามาทำความรู้จักกับซีรีส์นี้ ก็คงจะงง ๆ ว่า เอ๊ะ มันอะไรยังไง ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ซึ่งก็ต้องไปหาอ่านเพิ่มเติมจากส่วนอื่นของเกมที่ก็จะเล่าแบบหลวม ๆ ให้พอเข้าใจ แต่ความอินคงไม่เท่าคนเล่นเก่าแน่นอน

โหมดการเล่นที่หลากหลาย คู่กับเพลงและงานภาพอันเป็นเอกลักษณ์

รูปแบบการนำเสนอของ City of The Wolves นั้นเรียกได้ว่าเป็นเกมต่อสู้ที่จัดเต็มกับเนื้อหาที่มีในเกมมาอยู่ไม่น้อยเลย เพราะนอกจากโหมดการเล่นมาตรฐานอย่างโหมด Arcade ที่เปรียบเสมือนโหมดเนื้อเรื่องหลักของแต่ละตัวละครแล้ว ตัวเกมยังมีโหมด EOST หรือ Episode of South Town ที่เป็นการเล่าเรื่องราวก่อนเข้าสู่การแข่งขัน King of Fighters ครั้งใหม่ว่าเหล่าตัวละครในเกมนั้นทำอะไรกันอยู่บ้าง

สำหรับโหมด EOST นี้ถ้าให้เปรียบแล้วก็เหมือนโหมด World Tour ของ Street Fighter 6 แบบย่อส่วน ที่ผู้เล่นจะไม่ได้สร้างตัวละคร Avatar ของตัวเองออกมาเดินในเมือง South Town แต่จะเป็นการเข้าไปทำภารกิจหรือก็คือเลือกต่อสู้กับ CPU ที่มีทั้งตัวละครในเกมและตัวละคร NPC กระจายอยู่ทั่วแผนที่ เมื่อต่อสู้ชนะก็จะได้รับค่าประสบการณ์เพื่ออัปเลเวลให้แข็งแกร่งขึ้น

และบางภารกิจก็มี Skill พิเศษให้เป็นรางวัล ซึ่ง Skill เหล่านี้ก็จะช่วยเสริมการเล่นของเราในโหมดนี้ให้ง่ายดายมากขึ้น เช่นเพิ่ม HP พลังโจมตี หรือทำให้ทักษะติดตัวอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นต้น และจะมีภารกิจพิเศษที่แอบซ่อนอยู่ในแผนที่ด้วย

แต่ภารกิจเหล่านี้ก็ค่อนข้างน่ารำคาญไม่น้อย เพราะมันเป็น Mission ที่ผู้เล่นต้องสู้กับคู่ต่อสู้แบบพิเศษร่างทองที่มีเงื่อนไขคือมันจะทนการโจมตีได้ทุกอย่าง แต่มีโอกาส 1 ใน 666 ที่มันจะตายได้ในการโจมตีครั้งเดียว ซึ่งออกแนวน่ารำคาญมากกว่าท้าทาย แม้จะได้ EXP ค่อนข้างสูง แต่ถ้าเลือกได้ ก็ขอไปเล่นอย่างอื่นที่มีเงื่อนไขง่ายกว่านี้ดีกว่า

แต่ข้อเสียที่ค่อนข้างแย่ของโหมด EOST นี้ก็คือมันค่อนข้างน่าเบื่อมาก การเล่าเนื้อเรื่องในโหมดนี้ก็มีแค่ตัวอักษรขึ้นมาให้อ่านเท่านั้น ไม่มีเสียงพากย์หรือภาพวิดีโออะไรออกมาให้ดูนอกจากภาพนิ่งในช่วงต้นกับช่วงจบเท่านั้น อีกทั้งผู้เล่นก็ต้อง Grinding เพื่อพัฒนาตัวละครให้แกร่งขึ้นเพื่อไปสู้กับศัตรูเลเวลสูง ๆ ได้

โดยเฉพาะในระดับความยาก South Town+ ที่จะมีให้เลือกหลังเล่นจบไปหนึ่งรอบ และแน่นอนว่ายากกว่าระดับปกติหลายเท่า เพราะมีภารกิจที่มีเงื่อนไขพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกเพียบ แถมรางวัลยังไม่ค่อยน่าสนใจ เป็นแค่ไอคอนตัวละครกับฉายาที่โชว์ในโหมดออนไลน์ หรือเนื้อเรื่องเสริมของตัวละครที่เกี่ยวข้องกัน ที่ไม่เล่นก็ไม่ได้พลาดอะไรไปแต่อย่างใด

แต่นอกเหนือจากโหมด EOST ที่ทำได้ไม่ดี ตัวเกมก็ยังมีโหมดการเล่นอื่น ๆ ที่ค่อนข้างหลากหลายไม่น้อย เช่นโหมด Time Attack ปราบศัตรูทุกตัวให้ไวที่สุด Survival ที่วัดกันว่าเราจะปราบคู่ต่อสู้ไปได้กี่คน โหมดฝึกสอนและโหมด Training ที่ปรับตัวเลือกการฝึกซ้อมท่าคอมโบและ Mix up ใหม่ ๆ ได้เยอะขึ้นกว่าเก่า แม้จะไม่ได้โดดเด่นเท่ากับเกมอย่าง Street Fighter 6 ที่ปรับได้หลากหลายมากกว่า แต่ตัวเลือกสำหรับการฝึกแบบทั่วไปและเจาะจงก็ครบถ้วนไม่ได้ขาดหายไปแต่อย่างใด

ส่วนโหมดออนไลน์ก็มีครบทุกแบบให้ได้เลือกเล่น ทั้ง Casual เล่นแบบไม่สนแต้มสนอันดับ Ranked Match โหมดจัดอันดับที่ตึงเปรี๊ยะทุกเกม หรือ Room Match สร้างห้องเล่นกับเพื่อนแบบส่วนตัวหรือเปิดกว้างให้คนอื่นมาร่วมแจมด้วย รวมถึงสามารถย้อนดู Replay ที่เราเล่นผ่านโหมดออนไลน์ได้ หรือจะไปโหลด Replay ของผู้เล่นคนอื่นมาศึกษาวิธีเล่นโดยที่ไม่ต้องไปค้นหาใน YouTube ก็ทำได้เลยเช่นกัน รวมถึงโหมดฝึกสอนที่ก็มาครบทั้งโหมด Training, Tutorial ที่สอนระบบพื้นฐานให้เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว

Scroll to Top