รีวิว ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด หนังระทึกขวัญไฮคอนเซ็ปต์ที่เปี่ยมด้วยไอเดีย แต่สะดุดที่การเล่าเรื่อง
เปิดศักราชหนังไทยเดือนเมษายน ด้วยผลงานเขย่าขวัญแนวทางใหม่จากค่ายเล็กไฟแรง BrandThink Cinema กับภาพยนตร์ ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด ผลงานการกำกับเรื่องแรกของ เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ นักเขียนบทระดับตำนานผู้เคยฝากฝีมือไว้ใน 13 เกมสยอง, บอดี้ ศพ 19 และ ทองสุก 13 ครั้งนี้เขาก้าวขึ้นมาควบคุมงานสร้างเต็มตัว พร้อมบทภาพยนตร์ที่กลั่นจากจินตนาการสุดหลอน สู่โลกของป่าเร้นลับที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง เรื่องราวว่าด้วย “สารวัตรแดน” ตำรวจมือปราบฉายา “แดนร้อยศพ” ที่ได้รับโอกาสกลับไปประจำการที่กรุงเทพฯ หากสามารถจับกุม “ตั๊บตาไฟ” หัวหน้าแก๊งสุดอำมหิตที่หลบหนีเข้าไปในป่าลึกลับ “ฮาลาบาลา” ดินแดนต้องห้ามที่ไร้ผู้ใดกล้ากล้ำกราย ท่ามกลางตำนานลึกลับของเผ่ากินคน “บาเตาะ” ที่อาจยังมีชีวิตอยู่ สารวัตรแดนต้องเลือกระหว่างหน้าที่กับชีวิตของ “วิ” ภรรยาท้องแก่ในบ้านกลางป่าที่อาจไม่ได้อยู่กันแค่สองคน
ในฐานะงานกำกับเรื่องแรก เอกสิทธิ์ แสดงให้เห็นถึงความกล้าท้าทายในเชิงวิสัยทัศน์ งานโปรดักชันของ ฮาลาบาลา โดดเด่นเป็นพิเศษ ทั้งในด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย การจัดแสง และการเซ็ตบรรยากาศของผืนป่าที่ทั้งพิศวงและน่าสะพรึง เห็นได้ชัดว่าทีมงานทุ่มเทให้กับการสร้างโลกของ “ฮาลาบาลา” อย่างตั้งใจ ทั้งในระดับศิลปะและเทคนิค แต่จุดที่น่าเสียดายที่สุดกลับกลายเป็น “บทภาพยนตร์” ที่ควรจะเป็นจุดแข็ง กลับกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่พังองค์ประกอบอื่นตามไป บทเรื่องนี้เต็มไปด้วยไอเดียเฉพาะตัวสูงมาก แต่การเล่าเรื่องกลับสะเปะสะปะ ขาดทิศทาง และไม่สามารถดึงอารมณ์คนดูให้ร่วมไปกับเรื่องราวได้ จังหวะเล่าเรื่องช่วงครึ่งแรกดูมีลุ้น แต่ครึ่งหลังกลับวกวน จนพาคนดูหลุดจากอารมณ์หลักของหนังอย่างต่อเนื่อง
การตัดต่อก็เป็นอีกจุดที่ทำให้ผู้ชมงุนงงอย่างมาก ลำดับภาพหลายช่วงขาดความต่อเนื่องและสร้างความสับสนในระดับที่ไม่สามารถเชื่อมโยงความเข้าใจได้ ถึงแม้จะพยายามวางกับดักซ่อนปริศนาแบบหนังแนวจิตวิทยา แต่กลายเป็นว่าหนังโยนภาระให้คนดูต้องตีความเองเกือบทุกมิติ โดยไม่มอบคำใบ้หรือแนวทางที่ชัดเจนพอจะตามได้ทัน แม้ทีมแสดงจะทำหน้าที่ได้ดี “เต๋อ ฉันทวิชช์” ฉีกภาพคอมเมดี้มาเป็นตำรวจสายดาร์กได้อย่างเข้มข้น เช่นเดียวกับ “ณิชา ณัฏฐณิชา” และ “ปู ยะสะกะ” ที่ทำหน้าที่เสริมได้แข็งแรง แต่น่าเสียดายที่บทกลับไม่ส่งเสริมให้ตัวละครมีมิติที่ชัดเจน จึงไม่สามารถสร้างความผูกพันกับผู้ชมได้อย่างที่ควร โดยเฉพาะบทของ “ปู แบล็คเฮด” ที่แม้จะถูกโปรโมตอย่างยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่มีน้ำหนักในเรื่องเลย
บทสรุปเรื่องย่อ
คือหนังไทยที่กล้าแตกไลน์ด้วยแนวทางเฉพาะตัว เปี่ยมด้วยจินตนาการและพลังความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังขาดทักษะในการกลั่นกรองและเล่าเรื่องให้ทรงพลังอย่างแท้จริง เป็นหนังที่ภายนอกดูน่าค้นหา แต่ภายในยังเต็มไปด้วยช่องโหว่ที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะบทภาพยนตร์ที่ควรจะเป็นหัวใจของหนัง แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งไว้แทน




