รีวิวหนัง The Old Guard 2: เมื่อฮีโร่ไร้วันตายกลับมา พร้อมคำถามว่า…ทำไมต้องกลับมา?
หลังจากหายไปนานหลายปี The Old Guard กลับมาอีกครั้งในภาคต่อที่หลายคนเฝ้ารอ (หรืออาจจะลืมไปแล้วว่าเคยมีภาคแรก) กับการผจญภัยของทีมนักรบอมตะ ที่คราวนี้กลับมาพร้อมพลัง ความแค้น และศัตรูหน้าใหม่ที่น่ากลัวกว่าเดิม หากคุณจำภาคแรกไม่ค่อยได้ แนะนำให้กลับไปดูอีกรอบ เพราะภาคนี้แทบไม่เสียเวลาปูพื้นอะไรใหม่เลย
แอนดี้ และทีมเก่าถูกผลักเข้าสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง เมื่อพลังลึกลับบางอย่างที่เคยสูญหายไปเริ่มฟื้นกลับมา พร้อมกับการปรากฏตัวของศัตรูใหม่ผู้รู้ความลับทุกอย่างของพวกเขา หญิงปริศนาที่จ้องเล่นงานทีมอมตะและพยายามหยุดยั้งภารกิจเพื่อมนุษยชาติ จุดเด่นของเรื่องยังคงอยู่ที่แนวคิด “ชีวิตอมตะไม่ได้แปลว่ามีอิสระ” แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือและการเล่าเรื่องที่สับสน
แม้ทีมสร้างยังได้ เกร็ก รุกกา กลับมาสานต่อบทภาพยนตร์จากนิยายภาพของ เลอันโดร เฟอร์นานเดซ และทีมนักแสดงชุดเดิมอย่าง ชาร์ลิซ เธอรอน ก็ยังคงอยู่ แต่การเปลี่ยนตัวผู้กำกับจาก จีนา พรินซ์-ไบร์ทวูด มาเป็น วิคตอเรีย มาโฮนีย์ กลับทำให้ทิศทางของหนังสะดุดอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่พังที่สุดในภาคนี้คือ “จังหวะ” ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเล่าเรื่อง ฉากบู๊ หรือการขยายจักรวาล ทุกอย่างเหมือนกำลังเร่งรีบและพยายามใส่ข้อมูลเยอะเกินไปในเวลาแค่ 100 นาที ทำให้หนังเต็มไปด้วยฉากที่ไร้น้ำหนัก บทสนทนาที่ไม่กระชับ และความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครที่ควรแน่นแฟ้นกลับแบนราบจนไม่รู้สึกถึงทีมเวิร์กอีกต่อไป
ฉากแอคชันที่ควรเป็นไฮไลต์ กลับกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญ ภาคนี้มีฉากบู๊น้อย และแม้จะมีก็ดูไม่โดดเด่น การจัดวางกล้อง การตัดต่อ และงาน CG ยังห่างไกลจากความน่าประทับใจ ดูเหมือนใส่มาให้ครบตามสูตรหนังแอคชัน แต่ไม่ได้สร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมเลยแม้แต่น้อย แม้จะมีนักแสดงระดับแม่เหล็กอย่าง อูมา เธอร์แมน มาเสริมทัพ แต่บทของเธอก็ไม่ช่วยให้หนังแข็งแรงขึ้น จุดที่ควรจะเป็น “หมัดเด็ด” กลับกลายเป็นแค่ฉากประกอบที่ไม่มีความทรงจำ
สรุปแล้ว The Old Guard 2 เป็นหนังภาคต่อที่ไม่ได้ยกระดับจากภาคแรก แต่กลับทำให้แฟรนไชส์ถอยหลังลงคลอง ตัวหนังเต็มไปด้วย “น้ำ” มากกว่า “เนื้อ” หากหวังจะปูทางไปสู่ภาค 3 คงต้องเปลี่ยนแผนกันขนานใหญ่ เพราะในตอนนี้ The Old Guard กลายเป็นแค่เงาของตัวเอง…ที่ยังไม่รู้ว่าควรก้าวไปข้างหน้าหรือหยุดไว้แค่นี้




