รีวิวหนัง The Electric State – ไซไฟพันล้านที่วิสัยทัศน์ล้ำ แต่หัวใจกลับว่างเปล่า
The Electric State คืออีกหนึ่งโปรเจกต์ไซไฟยักษ์ใหญ่ที่วงการจับตามองตั้งแต่วันประกาศสร้าง ภายใต้การนำทัพของสตรีมมิงเบอร์หนึ่ง พร้อมคู่หูผู้กำกับ พี่น้องรุสโซ และทีมเขียนบทจาก Avengers: Endgame ร่วมปั้นหนังจากนิยายภาพของ ไซมอน สตาเลนแฮจ สู่จอ ด้วยทุนสร้างทะลุ 320 ล้านเหรียญฯ หนังเรื่องนี้มาพร้อมความทะเยอทะยานทุกด้าน ทั้งนักแสดงระดับแม่เหล็ก โปรดักชันสุดอลัง และธีมไซไฟโลกอนาคตที่ชวนตื่นตา เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกหลังสงครามมนุษย์-หุ่นยนต์ ปี 1997 ที่ระบบ AI ถูกจำกัดและผลักออกจากอารยธรรม มิเชลล์ เด็กสาววัยรุ่นได้รับหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่อ้างว่าคือ “น้องชาย” ของเธอในร่างจักรกล นำไปสู่การเดินทางข้ามอเมริกาเพื่อไขปริศนาที่ซ่อนอยู่ในอดีต ทั้งของน้องชายและของโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่
ฟังจากพล็อตแล้ว ดูเหมือนจะเป็นหนังไซไฟผจญภัยสไตล์ coming-of-age ที่น่าจะกระชากหัวใจคนดูได้ แต่เมื่อดูจริง กลับพบว่านี่คือหนังที่ “ภาพสวยแต่ใจแห้ง” งานโปรดักชันออกแบบโลกดิสโทเปียได้น่าสนใจ ท้องถนนร้าง เมืองที่พังทลาย และหุ่นยนต์ดีไซน์แปลกตาคือจุดขายสำคัญ แต่เมื่อภาพฉากจบลง กลับไม่มี “อะไรให้จำ” หรือ “อารมณ์ให้ซึมซับ” บทภาพยนตร์ดูรีบเร่งและขาดพลัง บทสนทนาจืดชืด การปูพื้นตัวละครค่อนข้างบาง แม้จะพยายามใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปในจักรกล แต่กลับไม่ถึงจุดร่วมอารมณ์กับคนดูได้จริง มิลลี บ็อบบี บราวน์ พยายามแบกหนังไว้ด้วยอินเนอร์เด็กสาวผู้สูญเสีย แต่บทกลับไม่เปิดโอกาสให้เธอเฉิดฉาย ส่วน คริส แพรตต์ แม้เป็นแม่เหล็กที่คุ้นเคย แต่กลับโดนจำกัดบทบาทให้อยู่ในเส้นทางที่ปลอดภัยและไร้มิติ
ทีมนักแสดงสมทบอย่าง โจนาธาน คี ควาน, สแตนลีย์ ทุชชี, จิอันคาร์โล เอสโปซิโต ต่างก็ไม่สามารถเสริมพลังให้หนังโดดเด่นขึ้นได้มากนัก เช่นเดียวกับทีมพากย์เสียงที่แม้จะมีชื่อชั้นดี ๆ อย่าง แอนโทนี แม็กกี หรือ วูดดี ฮาร์เรลสัน แต่ก็แทบไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ในความทรงจำ
สรุป: โลกอนาคตที่ล้ำ แต่เรื่องราวยังไม่ตามมา
The Electric State คือหนังที่เปี่ยมด้วยไอเดียภาพลักษณ์ แต่กลับขาดแก่นสารในเนื้อเรื่อง ทุนสร้างอาจยิ่งใหญ่ แต่น้ำหนักทางอารมณ์กลับเบาบางจนน่าเสียดาย นี่ไม่ใช่หนังที่เลวร้าย แต่มันคือหนังที่ “ควรจะดีมากกว่านี้” — และอาจกลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของการที่งานวิชวลนำหน้าแต่หัวใจยังตามมาไม่ทัน




