รีวิวหนัง Mickey 17 – บงจุนโฮกลับมา พร้อมไซไฟจิกกัดสังคมสุดพิลึกจากฮอลลีวูด
เมื่อผู้กำกับเกาหลีเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง บงจุนโฮ กลับมาพร้อมผลงานฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์เต็มตัวเรื่องแรก แฟนหนังทั่วโลกต่างตั้งตารอ และ Mickey 17 ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง นี่คือภาพยนตร์ไซไฟจิตหลุด ที่ไม่เพียงแค่พาคุณออกเดินทางสู่ดาวอันไกลโพ้น แต่ยังดึงคุณกลับมาทบทวน “ความเป็นมนุษย์” อย่างเจ็บแสบในแบบที่มีแค่บงจุนโฮเท่านั้นที่ทำได้
พล็อตไซไฟ…แต่ไม่ธรรมดา
Mickey 17 เล่าเรื่องของ “มิคกี้ บาร์นส์” มนุษย์ที่สมัครใจเป็น “Expendable” หรือแรงงานใช้แล้วทิ้งบนดาวอาณานิคมแห่งหนึ่ง ทุกครั้งที่เขาตาย…เขาจะถูกโคลนขึ้นมาใหม่ พร้อมหน่วยความจำเดิมที่อัปเดตล่าสุด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเขากลับมามีชีวิตในเวอร์ชันที่ 17 เขาพบว่าร่างก่อนหน้ายังไม่ตาย… และนี่คือจุดเริ่มต้นของความบิดเบี้ยวทั้งหมด ฟังดูเหมือนหนังไซไฟทั่วไป แต่เมื่อผ่านมือของบงจุนโฮ สิ่งที่ออกมากลับเป็นภาพยนตร์เสียดสีอำนาจ ชนชั้น และระบบทุน ที่ฉาบหน้าด้วยโลกอนาคตล้ำยุคแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเหลื่อมล้ำ ความสิ้นหวัง และคำถามที่ไร้คำตอบเกี่ยวกับคุณค่าของ “ชีวิต” ที่ถูกทำให้เป็นของใช้
ลายเซ็น “เฮียบง” ยังจัดจ้าน
การนำลายเซ็นของบงจุนโฮมาแปรรูปให้เข้ากับโลกไซไฟยุคใหม่ กลิ่นอายแบบ Snowpiercer และ Parasite ยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยม ทั้งในแง่ของการวางโครงเรื่องที่บิดไปบิดมา และการปล่อยลูกบ้าอย่างเป็นจังหวะ อารมณ์ขันในเรื่องอาจไม่ได้ฮาแบบเปิดเผย แต่มันคือ “ความตลกร้าย” ที่กัดลึกและทำให้คุณต้องยิ้มแห้ง ๆ กับความโหดร้ายของสังคม บทภาพยนตร์ซึ่งดัดแปลงจากนิยายไซไฟ Mickey7 โดย เอ็ดเวิร์ด แอชตัน ถูกปรับให้เข้ากับวิธีเล่าเรื่องแบบบงจุนโฮอย่างแนบเนียน แม้แก่นเรื่องจะไม่ใหม่ แต่ก็ถูกตีความด้วยวิธีที่สดใหม่และสะท้อนใจ
นักแสดงนำจัดเต็ม อินดี้ปะทะดราม่า
โรเบิร์ต แพททินสัน คือหัวใจของเรื่องนี้อย่างแท้จริง เขารับบทเป็นมิคกี้ทั้งเวอร์ชันที่ 17 และเวอร์ชันก่อนหน้าได้อย่างแตกต่างโดยสิ้นเชิง คาแรกเตอร์ของเขาผสมผสานความงุนงง สิ้นหวัง และความขบถเล็ก ๆ ได้อย่างมีชั้นเชิง และการที่เขาต้องเล่นเป็น “ตัวเองในหลายเวอร์ชัน” คือโจทย์ยากที่แพททินสันตอบได้อย่างเหนือความคาดหมาย ด้านนักแสดงสมทบก็ไม่น้อยหน้า มาร์ค รัฟฟาโล, โทนี คอลเล็ตต์, และ นาโอมิ แอ็คกี ต่างเติมสีสันให้โลกอนาคตนี้มีชีวิตขึ้นมา โดยเฉพาะ สตีเฟน ยอน กับบทที่ทั้งน่าหงุดหงิดและทรงพลัง เหมาะกับการเป็นตัวละครที่ท้าทายความอดทนคนดู
โปรดักชันใหญ่จัดเต็มแบบบงจุนโฮ x ฮอลลีวูด
เป็นงานที่มีสเกลใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานของบงจุนโฮ ทีมโปรดักชันสากลอย่าง ดาเรียส คอนจิ ในงานภาพ และ ยางจินโม ในงานตัดต่อ ต่างเคยร่วมงานกับเขามาแล้วใน Okja และ Snowpiercer จึงทำให้งานออกมาลงตัว ไหลลื่น และยังคงมีความ “หอมหวน” แบบหนังเอเชีย เพลงประกอบโดย จองแจอิล นักประพันธ์คู่บุญจาก Parasite ก็ช่วยเสริมอารมณ์ได้อย่างทรงพลัง ตั้งแต่ฉากเหงาเดี่ยวดาย ไปจนถึงฉากปะทะที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและประชดประชัน
สรุป: ไซไฟเสียดสีที่เต็มไปด้วย “ความเป็นบงจุนโฮ”
การขยายขอบเขตของบงจุนโฮไปอีกขั้น โดยไม่ละทิ้งตัวตนของเขาเอง หนังอาจจะไม่ได้เข้าถึงง่ายหรือดูสบาย แต่หากคุณเป็นคอหนังที่ชอบการเล่าเรื่องที่กัดเจ็บ ประเด็นลึก และคาแรกเตอร์แปลกแหวกแนว นี่คือหนังที่คุณไม่ควรพลาด แม้มันจะไม่ใช่หนังไซไฟแอ็กชันระห่ำ แต่มันคือไซไฟเชิงปรัชญาที่ห่อหุ้มด้วยอารมณ์ขันสีดำ และความงดงามในแบบที่มีเพียงเฮียบงเท่านั้น…ที่กล้าสร้างออกมา




