รีวิวหนัง Jurassic World Rebirth: จุดเริ่มต้นใหม่ของโลกไดโนเสาร์…ที่ยังไม่สุด
Jurassic World Rebirth คือความพยายามครั้งใหม่ของหนึ่งในเฟรนไชส์หนังแอคชันผจญภัยที่ไม่เคยยอมให้ตัวเองสูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์ที่มันเล่าเรื่อง แม้จะห่างจากภาคก่อนหลายปีและต้องเผชิญกับความคาดหวังมหาศาลจากแฟนหนังทั่วโลก แต่หนนี้ทีมผู้สร้างก็หวังจะปั้นให้เป็น ไตรภาคชุดใหม่ ที่สานต่อความสำเร็จของจักรวาลจูราสสิคในแบบที่อลังการไม่แพ้เดิม
เรื่องราวในภาคนี้เกิดขึ้น 5 ปีหลังจากไดโนเสาร์หลุดออกสู่โลกกว้าง พวกมันไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบนิเวศใหม่ได้ และถูกผลักไสให้ไปอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งมีสภาพแวดล้อมคล้ายยุคดึกดำบรรพ์ สิ่งที่น่าสนใจคือ “ไดโนเสาร์ยักษ์สามตัว” ในพื้นที่นั้นอาจถือกุญแจสำคัญในการผลิตยารักษาโรคร้ายสำหรับมนุษย์ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจที่ทั้งท้าทายและเสี่ยงตาย
แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้กำกับที่เคยฝากฝีมือไว้ใน Star Wars และ Godzilla ถูกดึงตัวมารับหน้าที่สำคัญในการชุบชีวิตเฟรนไชส์นี้ เขานำเสนอ จูราสสิคเวิลด์ในโทนที่เข้มข้นขึ้น เน้นบรรยากาศระทึก ความลุ้นระทึกแบบหนังเอาตัวรอด และยังไม่ลืมความยิ่งใหญ่ของฉากแอคชันสไตล์ฮอลลีวูด ด้วยทุนสร้างที่ไม่ยั้งมือ งาน CG และการออกแบบไดโนเสาร์ยังคงสร้างความตื่นตะลึงได้เป็นอย่างดี
สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทยต้องภูมิใจคือ การถ่ายทำหลักในภาคใต้ของไทย ซึ่งโลเคชันธรรมชาติเหล่านั้นกลายเป็นฉากหลังของโลกดึกดำบรรพ์ที่น่าตื่นตา แม้จะมีบางจุดที่ CG ยังไม่เนียนเท่าที่ควร แต่ก็ถือว่าใช้พื้นที่ได้คุ้มค่าสุด ๆ เป็นการเปิดโลกไดโนเสาร์ให้มาบรรจบกับธรรมชาติของเอเชียได้อย่างลงตัว
แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ บทหนังที่ไม่แข็งแรงพอ แม้จะได้ “เดวิด โคเอปป์” จาก Jurassic Park ดั้งเดิมกลับมาเขียนบท แต่โครงเรื่องกลับรู้สึกซ้ำซาก อ่อนแรง และขาดความน่าจดจำ ตัวละครใหม่อย่างที่รับบทโดย สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ก็ยังดูไม่โดดเด่น บทบาทของเธอแม้จะมีพลังแต่ก็ขาดความลึก ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมโยงกับเธอได้เต็มที่ เช่นเดียวกับนักแสดงสมทบที่ดูเหมือนแค่ถูกจัดวางไว้ตามสูตรเท่านั้น
Jurassic World Rebirth จึงกลายเป็นหนังที่ “ดูสนุก แต่ยังไม่พีค” มันมีภาพที่สวย ฉากใหญ่อลังการ การเซอร์วิสแฟนเดนตายก็จัดมาเต็ม แต่เมื่อเทียบกับความทรงพลังในภาคเก่า ๆ แล้ว ภาคนี้ยังไม่สามารถก้าวข้ามเงาของตัวเองได้ ถ้าหวังจะให้ภาค 2 และ 3 ของไตรภาคใหม่นี้เป็นที่จดจำ คงต้องเติม “เนื้อ” ให้มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่ “โชว์” อย่างเดียว




