รีวิวหนัง แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา
หากใครได้เห็นโปสเตอร์หรือชื่อเรื่องของ “แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา” อาจเผลอคิดไปว่านี่คือหนังแนวยูริที่เน้นความสัมพันธ์รักระหว่างหญิงกับหญิง ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะโทนและทิศทางของหนังก็ดูเหมือนจะพาไปทางนั้น แต่เมื่อได้ชมจริง ๆ กลับพบว่ามันเป็นเพียงเปลือกที่คลุมเอาไว้ เพราะสิ่งที่หนังเลือกจะเล่าลึกลงไปนั้นกลับเป็นประเด็นสังคมที่หนักหน่วงและเสียดสีแบบเจ็บลึก ในสไตล์ของจีดีเอชที่ยังคงไม่หยุดทดลองนำเสนอคอนเทนต์ดรามาเข้ม ๆ ออกมาให้คนดูได้ตั้งคำถามกับชีวิต

เรื่องราวของ เจน และ แอน เด็กสาวสองคนที่เติบโตมาด้วยกันในแฟลตตำรวจ พวกเธอใช้ชีวิตแทบทุกวินาทีร่วมกัน ทั้งเรียน เล่น ตีแบดหลังเลิกเรียน และฝันถึงอนาคตที่จะมีอีกฝ่ายอยู่เคียงข้าง แต่แล้วการมาของ อาตอง ตำรวจหนุ่มหน้าใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในแฟลต กลับกลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่สั่นคลอน พร้อมกันนั้น ความจริงอันโหดร้ายก็เริ่มปรากฏว่าครอบครัวของแอนอาจไม่สามารถอยู่ในแฟลตแห่งนี้ได้อีกต่อไป เพราะระบบข้าราชการที่แข็งกระด้างและไม่เปิดโอกาสให้ใครได้เลือก เบื้องหลังงานกำกับและบทคือ แคลร์–จิรัศยา วงษ์สุทิน ผู้ซึ่งหยิบเอาประสบการณ์จริงจากการเคยอาศัยอยู่ในแฟลตราชการมาตีแผ่ออกมาอย่างลึกซึ้ง ทำให้รายละเอียดทุกอย่างในหนังทั้งโลเคชัน ฉาก และบรรยากาศมีความสมจริงอย่างยิ่ง บรรยากาศของแฟลตเก่า ๆ ในเมืองใหญ่ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยสายตาของคนที่เคยสัมผัสชีวิตตรงนั้นจริง ๆ จึงเต็มไปด้วยความจริงแท้และกลิ่นอายที่เข้าถึงได้ง่าย
ในแง่งานสร้าง ต้องยกให้เป็นจุดแข็งที่สุดของเรื่อง การจัดองค์ประกอบภาพ แสง และมุมกล้องที่ลุ่มลึกให้โทนหนังออกมาใกล้เคียงกับหนังดรามาฮ่องกงยุคเก่า แต่ยังคงกลิ่นอายความเป็นหนังไทยที่คมคาย ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความอึดอัดและข้อจำกัดของชีวิตในแฟลต ขณะเดียวกันก็ยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ฝังรากลึก
แม้โครงสร้างบทจะยังไม่ใช่สิ่งใหม่ทั้งหมด แต่สิ่งที่หนังทำได้ดีคือการปล่อยให้ประเด็นดรามาค่อย ๆ ซึมลึกเข้าไปในหัวใจคนดู ไม่เร่งรัด ไม่หวือหวา แต่หนักแน่นและเจ็บจี๊ด หนังพาเราไปสำรวจชีวิตเด็กสาวที่ค่อย ๆ ถูกบั่นทอนความฝัน ท่ามกลางโลกที่ระบบกดทับพวกเธอไว้จนแทบไร้ทางเลือก ด้านการแสดงคืออีกหนึ่งความประหลาดใจ เอินเอิน ฟาติมา และ แฟร์รี กิรณา ที่ยังใหม่ในวงการ แต่กลับสามารถประคับประคองหนังทั้งเรื่องได้อย่างมั่นคง เอินเอิน โดยเฉพาะ สวมบทบาทด้วยพลังที่เกินคาด ถ่ายทอดอารมณ์ละเอียดอ่อนได้ในระดับที่เรียกว่าชิงรางวัลได้เลย ส่วนแฟร์รี แม้จะมีจังหวะสะดุดบ้าง แต่กลับช่วยเพิ่มมิติให้คาแรกเตอร์ดูจริงและเป็นธรรมชาติ เมื่อทั้งคู่โต้บทกันจึงเกิดพลังที่ทำให้เรื่องราวน่าติดตามจนถึงท้ายสุด

สำหรับนักแสดงรุ่นใหญ่และสมทบอย่าง บอย ปกรณ์ ก็เข้ามาเติมเต็ม แม้จะถูกความสดใหม่ของนักแสดงนำบดบังไปบ้าง แต่เขายังแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพที่ช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวได้ดี โดยสรุป “แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา” ไม่ใช่หนังยูริที่ถูกสร้างมาเพื่อเซอร์ไพรส์รสนิยมแฟน ๆ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือหนัง Coming-of-Age ที่พูดถึงการเติบโตในสังคมแฟลตไทย ผ่านเลนส์ของความเหลื่อมล้ำ ความฝัน และความรักที่ปะปนอยู่ในทุกการหายใจ หนังพาเราไปเห็นชีวิตของคนที่ต้องดิ้นรนในตึกสี่–ห้าชั้นที่ห้องแคบ ๆ เต็มไปด้วยผู้คนนับร้อย ที่แต่ละชีวิตต่างต้องหาหนทางเอาตัวรอดในระบบที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ลุกขึ้นยืนอย่างภาคภูมิ นี่จึงเป็นหนังที่หวานปนขม เต็มไปด้วยรสชาติและความจริงของชีวิต ที่ทำให้ผู้ชมทั้งอิน ทั้งเจ็บ และทั้งสะท้อนกลับไปยังสังคมรอบตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้




