กลับมาของภาพยนตร์ไทย วัยเป้ง นักเลงขาสั้น 2 ในรอบ 10 ปี แม้ว่าเนื้อหาของภาคแรกจะลงเอยตามในสิ่งที่ควรจะเป็น แต่การเลือกสานต่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของผู้กำกับ พชร์ อานนท์ เพราะมีการร้อยเรียงเนื้อหาสุดโจ่งแจ้งเพื่อเชื่อมโยงพล็อตความเป็นมาของเรื่องราว และมีการโยงใยตัวละครจากภาคแรกสู่ภาคสองแบบจับนู่นผสมนี่ อีกทั้งเนื้อหายังเติมประเด็นทางสังคมมามากจนเกือบล้น แถมขนมุกตลกจังหวะโบ๊ะบ๊ะสไตล์เดิมๆ มาเสริมรสชาติให้ครบรสมากขึ้น ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับไปไม่ถึงปลายทางสักทางวัยเป้ง นักเลงขาสั้น 2 เล่าเรื่องราวของ พี่เป้ง และ ป๋องแป๋” หลังจากมี้เสียไป น้องชายก็หันหน้าเข้าสู่อบายมุข หลังจากกลับมาจากฝรั่งเศส เป้งต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่มาพร้อมความขัดแย้งของกลุ่มวัยรุ่นนักเรียนเลือดร้อนกับความรุนแรง และสูญเสียโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่ตั้งใจ ทำให้เกิดเหตุการณ์พลิกชีวิตของกลุ่มลูกผู้ชายและลูกผู้หญิง ลุกลามใหญ่โตเกินจะรับมือ พี่เป้งจะรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้อย่างไร
ตำนาน นักเลง ติดกิ๊บ และเส้นแบ่งของนักเลงกับอันธพาลคืออะไรจะบอกว่าเป็นภาพยนตร์แอ็กชันที่ค่อนข้างให้ความเบาสมอง และผ่อนคลายไปกับมุกตลกแบบไทยๆ มากกว่าความเข้มข้นในการชูโรงการเป็นนักเลงขาสั้นของพวกเขาเหล่าเด็กนักเรียนทั้งสองโรงเรียน เพราะเนื้อหาแทบจะดำเนินออกมาเป็นเส้นตรง และลงบทสนทนาให้รับรู้แบบโต้งๆ เลยว่าความเป็นมาของการกลับมารอบนี้เป็นยังไง การต่อสู้ของพวกเขาไม่ได้ให้ความรู้สึกที่สื่อถึงการเป็นนักเลงหรืออันธพาลในแบบที่ควรจะเป็น ไม่เพียงเท่านั้น พล็อตเนื้อหาของภาพยนตร์ยังเลือกลงในประเด็นใดประเด็นหนึ่งไม่มากพอ ทำให้เราอาจจะไม่ได้มีความรู้สึกร่วมทั้งในพาร์ทของแอ็กชัน และความ ดราม่า ที่ไม่ถึงเครื่องแต่เราชอบมุ่งมั่นตั้งใจ และประเด็นทางสังคมที่ภาพยนตร์ต้องการจะสื่อสารออกมาอยู่นะ เพราะมีหลายๆ ประเด็นสอดแทรกและให้แง่คิดได้ค่อนข้างเข้ากับยุคสมัย ทั้ง มิตรภาพระหว่างเพื่อน, ความสัมพันธ์ในครอบครัว, ความรับผิดชอบ, ความหลากหลายทางเพศ, การเป็นคุณครูที่เด็กนักเรียนยอมรับ และอื่นๆ อีกพอสมควร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกือบจะถ่ายทอดออกมาได้ดี แต่ด้วยระยะเวลาของฉากต่างๆ และการเกลี่ยเนื้อหา จึงทำให้รูปแบบของแต่ละประเด็นค่อนข้างผิวเผิน บางส่วนหยิบมาเป็นเพียงการหยิกแกมหยอกเท่านั้น
กลับมาของทีมนักแสดงชุดเดิม นิค คุณาธิป, เน็ต สิรภพ, โตส อัครัช, บิว กิตติพัฒน์ และคนอื่นๆ ถือว่าผ่านประสบการณ์ในการเป็นนักเลงจากภาคแรกมาแล้ว และมีความเชื่อมโยงในคาแรคเตอร์ตัวละครเดิมอยู่พอประมาณ จึงทำให้การแสดงของพวกเขาประคับประคองในการสานต่อความรู้สึก และการเติบโตของพวกเขา แม้ว่าบทพูดจะค่อนข้างเป็นบทแบบตะโกน แต่ในสิ่งที่ต้องการจะสื่อสารออกมานั้นก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียวเพียงแต่ว่าการนำเหล่าเด็กหนุ่มรุ่นใหม่มาเสริมทัพในการดำเนินเรื่องราวมันอาจจะยังไม่ค่อยกลมกล่อมสักเท่าไร เพราะบางคนอาจจะเป็นมือใหม่ของงานแสดง นั่นทำให้การแสดงของพวกเขาตื้นเขิน และถ่ายทอดมิติตัวละครไม่ได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น การแสดงสีหน้า แววตา ท่าทาง รวมถึงน้ำเสียงในการเปล่งออกมาโทนสูง-ต่ำ บางถ้อยคำยังไม่ชัดมากนัก แต่เราขอให้กำลังใจในฉากแอ็กชันของพวกเขา ซึ่งน่าจะเป็นส่วนสำคัญ และส่วนที่ยากพอสมควรในการปะทะกันตัวต่อตัว หรือยกพวกเป็นกลุ่มมาปะทะกัน อีกทั้ง การที่เราเฝ้าคอยฉากแอ็กชันทวีคูณความเข้มข้นกลับกลายมาเป็นความตลกปนบู๊ซะอย่างนั้น และการแสดงของเหล่าเด็กหนุ่มมือใหม่ยังราบเรียบไปสักหน่อย แม้จะมีนักแสดงรุ่นพี่คอยประคับประคอง แต่มิติของตัวละครก็ยังไม่สามารถส่งผ่านออกมาได้ดีเท่าที่ควร นี่จึงอาจเป็น หนังแอ็กชั่น ดราม่า ที่ตลกเบาสมองมากกว่า




