Lost Soul Aside คือเกม Action RPG ที่เดินทางมาอย่างยาวนานกว่าทศวรรษ จากโปรเจกต์เดี่ยวของ Yang Bing สู่การสนับสนุนภายใต้ Sony’s China Hero Project และสุดท้ายก็คลอดออกมาเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และความว้าวในแง่ของระบบต่อสู้ แต่ในฐานะเกม RPG ที่หวังจะเล่าเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ ผลลัพธ์กลับไม่ได้งดงามตามที่หลายคนคาดหวัง
เกมนี้พาเราไปสวมบทบาทเป็น Kaser (คาเซอร์) นักรบหนุ่มผู้มีปมหลังอันโศกเศร้าจากการสูญเสียน้องสาวให้กับภัยคุกคามจากมิติอื่นที่เรียกว่า Voidrax โดยมีคู่หูสุดแปลกอย่าง Arena (อารีน่า) ซึ่งเป็นดวงวิญญาณมังกรที่สามารถแปลงร่างเป็นอาวุธนานาชนิดคอยช่วยเหลือ ตลอดการผจญภัยเพื่อตามหาและช่วยเหลือน้องสาวของเขา รวมถึงการปกป้องมนุษยชาติ

⚔️ จุดเด่น: แอ็กชันที่รวดเร็ว โฉบเฉี่ยว และน่าประทับใจ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหัวใจหลักและ “จิตวิญญาณ” ที่แท้จริงของ Lost Soul Aside คือ ระบบการต่อสู้ ที่ถอดแบบความมันส์จากเกมชั้นนำ Devil May Cry หรือ Bayonetta มาอย่างลงตัว:
- คอมโบที่ไร้ขีดจำกัด (Chain Lightning-Fast Combos): การสลับใช้อาวุธที่ Arena แปลงร่างมาให้ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เราสามารถสร้างคอมโบต่อเนื่องที่ทั้งดุดันและสวยงามตระการตา Kaser สามารถเปลี่ยนจากดาบเร็วเป็นดาบใหญ่ หรือใช้แส้ระยะกลางเพื่อลากศัตรูเข้ามาโดยไม่มีการสะดุด
- Boss Fights สุดอลังการ: การต่อสู้กับบอสใหญ่คือช่วงเวลาที่เกมเปล่งประกายที่สุด ดีไซน์ของบอสมีความหลากหลาย ท่าต่อสู้ท้าทาย และต้องอาศัยการจับจังหวะ “Perfect Dodge” และ “Perfect Block” เพื่อตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำได้น่าพอใจและให้ความรู้สึกเร้าใจทุกครั้งที่ทำสำเร็จ
- ดีไซน์ภาพที่โดดเด่น: แม้จะโดนวิจารณ์เรื่องความไม่สม่ำเสมอของกราฟิกในบางฉาก แต่โดยรวมแล้วภาพรวมของเกมมีความเป็น Final Fantasy ยุคใหม่สูงมาก ทั้งตัวละครที่หล่อเหลาสวยงาม ฉากแฟนตาซีที่ดูยิ่งใหญ่ และเอฟเฟกต์การต่อสู้ที่แสงสีจัดเต็มสมกับเป็นเกมแอ็กชันสไตล์ญี่ปุ่น/จีน

💔 จุดด้อย: เนื้อเรื่องที่ “หลงทาง” และองค์ประกอบ RPG ที่เกินจำเป็น
ในขณะที่การต่อสู้นั้นยอดเยี่ยม องค์ประกอบอื่น ๆ ที่มาประกอบเป็นเกม RPG กลับทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร:
- เนื้อเรื่องที่อ่อนแรงและซ้ำซาก (A Shallow, Generic Story): เรื่องราวหลักในการตามหาน้องสาวของ Kaser นั้นค่อนข้างคาดเดาได้ง่าย ตัวละครขาดมิติ และบทสนทนาส่วนใหญ่เป็นเพียงการพูดคุยแบบ “Walk-and-Talk” ที่เนิบนาบ ทำให้ยากที่จะรู้สึกผูกพันหรือสนใจชะตากรรมของตัวละคร
- โลกที่ไม่น่าค้นหา (Empty World & Repetitive Levels): ถึงแม้ฉากจะสวยงาม แต่การออกแบบด่านส่วนใหญ่เป็นทางเดินเชิงเส้น (Linear Corridors) ที่ซ้ำซาก และเต็มไปด้วยองค์ประกอบการปีนป่าย (Platforming) ที่รู้สึก “ลอย” และไม่ได้แม่นยำเท่าที่ควร
- ระบบ RPG ที่ทำลายจังหวะเกม (Bloated RPG Mechanics): การมีระบบสกิลทรี ระบบคราฟต์ไอเท็ม หรือการเก็บของที่ไม่ค่อยส่งผลต่อการเล่นอย่างมีนัยสำคัญ ดูเหมือนถูกเพิ่มเข้ามาเพียงเพื่อให้เป็น “เกม RPG” แต่กลับกลายเป็นตัวขัดจังหวะความเร็วของเกมแอ็กชันอย่างไม่จำเป็น ทำให้เราต้องมานั่งจัดการเมนูบ่อยเกินไป
💭 บทสรุป: เหมาะกับใคร?
Lost Soul Aside เป็นเกมที่ให้บทเรียนว่า “ความทะเยอทะยาน” และ “ความรัก” ในการสร้างเกมนั้นทรงพลังเพียงใด แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าการสร้างเกม AAA ที่มีทุกอย่างครบถ้วนนั้นยากแค่ไหน
ถ้าคุณเป็นแฟนตัวยงของเกม Action-Adventure สไตล์ Hack ‘n’ Slash ที่เน้นความมันส์ในการต่อคอมโบสุดอลังการและชอบสู้กับบอสที่ท้าทาย… Lost Soul Aside คือสนามเด็กเล่นชั้นดีที่คุณจะสนุกกับมันได้นานหลายชั่วโมง
แต่ถ้าคุณกำลังมองหาเกม Action-RPG ที่มีเนื้อเรื่องลึกซึ้ง ตัวละครน่าจดจำ และโลกที่ให้คุณสำรวจได้อย่างอิสระ… คุณอาจจะผิดหวัง และรู้สึกว่าองค์ประกอบเหล่านั้นเป็นแค่ “ของแถม” ที่ไม่จำเป็น ซึ่งรบกวนจังหวะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมของเกม
Lost Soul Aside อาจไม่ใช่ “มาสเตอร์พีซ” ตามที่หลายคนหวังไว้ แต่เป็นเกมแอ็กชันที่ต้องยอมรับในความกล้าหาญและความสามารถในการสร้างระบบต่อสู้ที่โดดเด่นและเร้าใจที่สุดเกมหนึ่งในรอบหลายปี
คะแนนรวม (โดยภาพรวม): 7 / 10




