รีวิวหนัง Woman of the Hour รู้ไหมใครโหด
รีวิวหนัง Woman of the Hour รู้ไหมใครโหด บัดนี้เบนเข็มมาชิมลางเอาดีกับงานเบื้องหลังดูบ้างแล้ว กับนักแสดงสาวตัวเล็ก ๆ “แอนนา เคนดริก” ที่ได้มีโอกาสได้หยิบจับกำกับหนังเรื่องแรกของเธอใน Woman of the Hour ที่หยิบเอาประเด็นเขย่าขวัญของฆาตกรต่อเนื่องผู้เลื่องชื่อในยุคปี 70s มาขึ้นจอใหญ่ พร้อมกับวาดลวดลายการรังสรรค์ในรูปแบบของเธอ ที่บอกได้เลยว่าไม่เบา Woman of the Hour รู้ไหมใครโหด ว่าด้วยเรื่องราวของ เชอริล แบรดชอว์ สาวโสดที่ออกร่วมออกรายการหาคู่ยอดนิยมในช่วงยุคปี 1970s ที่ชื่อว่า The Dating Game และเธอได้ต้องตาตรงใจกับ รอดนีย์ อัลคาลา หนุ่มโสดหมายเลข 3 ที่หล่อเหลาและคารมดี มาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมรายการหาคู่ แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังเสน่ห์อันคมคายของรอดนีย์ กลับสอดความลับอันน่าสะพรึงกลัว เพราะเขาคนนี้คือฆาตกรรมต่อเนื่องสุดแสนโรคจิตที่แอบแฝงตัวเข้ามาหาเหยื่อในเกมโชว์ โดยหนังเรื่องนี้ แอนนา เคนดริก รับหน้าที่ทั้งกำกับและแสดงนำด้วยตัวของเธอเอง ในแง่ของงานสร้างหนังที่เป็นผลงานชิ้นแรกของเธอ ต้องยอมรับว่าเป็นการออกสตาร์ทที่ค่อนข้างน่าสนใจไม่น้อย ชิ้นงานนี้ของเธอค่อนข้างมีลูกเล่นและสไตล์ชวนติดตามไปตลอดทั้งเรื่อง เด่นชัดด้วยมุมมองในลักษณะหนังของผู้กำกับผู้หญิง ที่สอดแทรกด้วยหักหลบไปจิกกัดบุรุษเพศแบบเจ็บ ๆ คัน ๆ ให้พอได้เกา กับการดีไซน์บรรยากาศความกลัวชวนอึดอัดที่ทำได้ถึง
นี่คงจะเป็น หนังฆาตกรต่อเนื่อง ที่ขนลุกได้แบบทีไม่ต้องเห็นคราบเลือดเลย “เอียน แม็คโดนัลด์” หนึ่งในผู้อำนวยการงานสร้างเรื่องนี้มารับหน้าที่เขียนบทให้ ตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่ค่อนข้างขรุขระของหนังเรื่องนี้ไปสักหน่อย เนื่องจากบทหนังที่กลั่นกรองร้อยเรียงออกมาให้ดูเหมือนจะซับซ้อนและเต็มไปด้วยเงื่อนงำ แต่ทว่าจังหวะการเล่าเรื่องและลำดับใจความของหนังยังไม่ค่อยจะเฉียบคมสักเท่าไหร่ แทนที่จะปลุกเร้าอารมณ์ความสะพรึงให้กับคนดูแบบฉบับหนังตามชีวิตฆาตกร แต่วิธีการเล่าในทิศทางนี้กลายเป็นจุดที่คอยบั่นทอนฟีลในบางช่วงบางตอนไปอย่างน่าเสียดาย ในเมื่อแนวทางการเล่าเรื่องที่ยังไม่ค่อยคมนัก ก็ทำให้การลำดับตัดต่อของ Woman of the Hour ยังทำออกมาได้ไม่สุดทางมากเท่าไหร่ กลายเป็นว่าหนังที่มีความยาวราว ๆ 90 นาที ค่อนข้างเลื่อนลอยไปในทิศทางต่าง ๆ โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องการโฟกัสอะไรก่อนดี จะเป็นความโหดเหี้ยมของฆาตกร หรือรายการเกมโชว์หาคู่ทางทีวี น้ำหนักในแต่ละส่วนยังค่อนข้างเบาบางไปในแต่ละส่วน แม้ว่าอย่างน้อย ๆ หนังจะกลับมาม้วนจบและสรุปได้ตามสูตรในลักษณะค่อนข้างน่าพอใจก็ตาม ส่วนในพาร์ทการแสดง Woman of the Hour ค่อนข้างได้แคสติ้งพลานุภาพเบาบาง ตามสไตล์หนังที่ใช้ทุนสร้างไม่ได้สูงนัก ทำให้น้ำหนักทั้งหมดเทไปอยู่ที่การแบกรับการแสดงของ แอนนา เคนดริก รับบทแบกเอาไว้ด้วยบ่าเล็ก ๆ ของเธอ ควบคู่กับงานการกำกับ
ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเข้าถึงและเข้าใจในบทบาทที่เธอรับได้เป็นอย่างมาก ถ่ายทอดออกมาได้ตรงล็อกตรงจังหวะ พร้อมทั้งยังโชว์การแสดงชวนอึดอัดในซีนที่น่าประทับใจไม่เบา นี่แหละวิถีการแสดงแบบมืออาชีพตัวจริง ขณะที่ทีมนักแสดงสมทบคนอื่น ๆ ก็เหมือนจะไม่มีอะไรที่โดดเด่นเทียบเคียงแอนนาได้เลย แม้แต่ “แดเนียล โซวัตโต” รับบทบาทที่สำคัญของเรื่อง แต่กลับยังติดแอคติ้งกับบทบาทอยู่หน่อย รวมทั้ง “นิโคลเล็ต โรบินสัน” หรือ “โทนี เฮล” ก็ไม่ได้เด่นชัดเพราะซีนมีอยู่ไม่เยอะมาก ทั้งที่ปูทางให้เหมือนว่าสำลักสำคัญ แต่คนที่น่าจับตามองกลายเป็นดาวรุ่ง “ออทัม เบสต์” เสน่ห์มาเต็ม ๆ แบบเดียวกับแอนนาตอนที่เข้าวงการใหม่ ๆ เลย และนี่คือการแสดงหนังเรื่องแรกของเธอ ที่น่าเอาใจช่วยให้พัฒนาต่อยอดไปมากกว่านี้ได้ และนี่ก็คือ Woman of the Hour ผลงานการเดบิวต์งานกำกับเรื่องแรกของดาราสาว แอนนา เคนดริก ที่อาจจะยังไม่ใช่ผลงานระดับดีเลิศสมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่อาจจะละสายตาได้กับฝีมือของเธอในงานชิ้นที่ค่อนข้างทำได้ดีในหลาย ๆ องค์ประกอบ การแสดงที่ไว้วางใจได้เลย เบนมาที่วิสัยทัศน์การเป็นนักทำหนังก็ถือว่ามาได้ค่อนข้างถูกทาง การใส่รายละเอียดต่าง ๆ ในหนังค่อนข้างดี ถึงวิธีการเล่าเรื่องจะยังไม่เลื่อนลอยไปหน่อย แต่ข้อความที่เธอต้องการสื่อสารเอาไว้ในหนังเรื่องนี้ เด่นชัดมาก ชัดจริง ๆ ในการเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อ




