รีวิวหนัง The Crow อีกาพญายม

The Crow อีกาพญายม

รีวิวหนัง The Crow อีกาพญายม

รีวิวหนัง The Crow อีกาพญายม นี่คือโปรเจกต์หนังรีเมคที่ใช้เวลานานกว่า 15 ปี กว่าจะปลุกปั้นออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้สำเร็จ ด้วยการผลัดเปลี่ยนผู้สร้างไปหลายมือ กลายมาเป็น “The Crow อีกาพญายม” เวอร์ชันปี 2024 ที่ดัดแปลงสร้างมาจากหนังคัลท์คลาสสิกใน 1994 และอ้างอิงมาจากคอมมิกฮีโรของ เจมส์ โอ’บาร์ กลายมาเป็นฉบับปรับปรุงใหม่ที่ดุดันและคลั่งรักขึ้นกว่าเดิม The Crow อีกาพญายม ว่าด้วยเรื่องราวของ เอริค ดราเวน ผู้ซึ่งมีชีวิตที่ได้รับความไม่ยุติธรรมและถูกพรากสิ่งสำคัญในชีวิตไปจากการรุมทำร้าย เขาเสียชีวิตไปแต่แล้วในเวลาต่อมาเขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาพร้อมกับอีกาและเขาพร้อมที่จะล้างแค้นให้กับสิ่งที่เขาได้สูญเสียไป หนึ่งในนั้นก็คือเธอ เชลลี หญิงสาวคนที่เขาเทความรักให้หมดทั้งชีวิตและหัวใจ โดยหนังในเวอร์ชันนี้ได้ผู้กำกับ “รูเพิร์ต แซนเดอร์ส” (จาก Ghost in the Shell) มาทำหน้าที่กุมบังเหียนให้ ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารูปลักษณ์งานสร้างของผู้กำกับรายนี้ยังคงแจ่มจรัสเหมือนเช่นเคย รายละเอียดงานสร้างค่อนข้างดีใช้ได้ เนรมิตความดำหม่นและโลกแห่งโกธิคออกมาได้อย่างน่าหลงใหลไม่เบา แต่ทั้งหมดทั้งมวล..ก็มีอยู่แค่นั้น เพราะเมื่อถอยออกมามองดูภาพโดยรวมแล้ว ก็จะพบว่า The Crow เรื่องนี้ก็ยังเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะในตัวเองอยู่ตลอดทั้งเรื่อง เหมือนเคยได้ยินมาว่า รูเพิร์ต แซนเดอร์ส เป็นผู้กำกับที่ได้รับฉายาว่างานสร้างของเขา ‘สวยแต่รูป จูบไม่หอม’ ผลลัพธ์ของ The Crow ฉบับปี 2024 

ด้วยฝีมือของเขาก็ออกมาแบบนั้นเช่นเดิม นี่คือหนังที่เทคนิคต่าง ๆ ที่หยิบมาใช้ค่อยข้างดี แต่กลับยังกระท่อนกระแท่นในองค์ประกอบอื่น ๆ โดยเฉพาะบทหนังและทิศทางการเล่าเรื่องที่กลับมาแบบไม่สมฐานะสักเท่าไหร่ ทำให้งานสร้างกลายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนไปควบคู่กันไม่ค่อยจะไหว หนังเรื่องนี้ได้นักเขียนหน้าใหม่ “วิลเลียม โจเซฟ ชไนเดอร์” กับ “แซ็ค เบย์ลิน” มือเขียนบทจาก Creed III และ King Richard ที่ให้ลองเดาเล่น ๆ ก็คาดว่าดึงตัวเอาแซ็คเข้ามาช่วยตบบทหนังและปรุงแต่งความเข้มข้นในประเด็นดรามาให้จัดจ้านยิ่งขึ้น เพราะเอาเข้าจริง ๆ The Crow เวอร์ชันนี้มีบทหนังที่ค่อนข้างไร้สมดุลไม่น้อย กลายเป็นว่าหนังดันไปเสียเวลาอยู่กับการปูเรื่องและโปรยทางความสัมพันธ์แห่งรักของตัวละครนำ จนแทบจะหลงลืมไปว่าด้วยเองเป็น หนังแอคชัน ดิบโหด จุดอ่อนของหนังเรื่องนี้คงต้องยกให้กับทิศทางการเล่าเรื่อง ที่เทหนักไปในประเด็นดาร์กโรแมนซ์มากเกินไปสักหน่อย แม้ว่าพวกเขาจะถ่ายทอดออกมาค่อนข้างดี เป็นรักที่อบอวลไปด้วยความละมุนละไมดั่งบทกวีงดงาม เพียงแต่ว่ามันดันมาอยู่แบบผิดที่ผิดทางในหนังเรื่องนี้มากเกินไปสักนิด เป็นหนังที่มีโทนดึงดูดกลุ่มคุณผู้ชายมาดู แต่เนื้อหาเต็มไปด้วยรักแท้มั่นคง มันค่อนข้างจะสวนทางไปสักหน่อย และพลอยทำให้น้ำหนักในทิศทางองก์เรื่องด้านอื่น ๆ เบาโหวงตาม ๆ กันไปหมด ถึงแม้ว่า The Crow เวอร์ชันนี้ก็ยังมีดีในส่วนงานสร้างและการออกแบซีนบู๊ที่น่าจดจำไม่น้อย กลิ่นอายดิบโหดแบบน้อง ๆ John Wick มาเองเลย แต่ก็น่าเสียดายที่กว่าองค์ประกอบเหล่านั้นจะมาจุดประกายไฟให้กับคนดูก็ปาไปท้าย ๆ เรื่องแล้ว ซ้ำร้ายการใส่น้ำหนักให้กับคาแรกเตอร์ต่าง ๆ แทบไร้มิติ 

โดยเฉพาะกลุ่มวายร้ายหลักของเรื่องนี้ ที่หนังเหมือนจะลืมเน้นพวกเขาไป จนใส่เข้ามาไม่ต่างกับเป็นเพียงตัวประกอบในหนังเท่านั้น พาร์ทการแสดงก็ไว้วางใจ “บิล สการ์การ์ด” ได้เลย เพราะดูเหมือนว่าเขาจะเป็นนักแสดงนำที่แบกหนังทั้งเรื่องนี้เอาไว้ตัวหุ่นล่ำบอบบางของเขาตลอดทั้งเรื่องนี้ ซึ่งเขาก็เอามันได้อยู่หมัด ถึงบทหนังจะไม่ได้นำพาไปในทิศทางที่เหมาะที่ควรเท่าไหร่ก็ตาม แต่เขาก็ตีโจทย์การเป็นอีกาพญายมคนใหม่ได้ดี แม้ว่ามันออกจะยังกั๊ก ๆ ไม่สุดทางสักเท่าไหร่ก็ตาม แต่บทบาทนี้ก็ยังเหมาะสมกับเขาไม่น้อย ส่วนนักแสดงคนอื่น ๆ ที่ก็น่าเสียดายอีกครั้ง เพราะบทหนังหลงลืมพวกเขาเอาไว้เบื้องหลัง “เอฟเคเอ ทวิกส์” โดดขึ้นมารับบทนำเป็นนางเอกของเรื่อง ที่บอกตรง ๆ ว่าเธอยังเอาบทนี้ได้ไม่ค่อยอยู่เท่าไหร่ ขณะที่ “แดนนี ฮุสตัน”, “โจเซ็ตต์ ซิมอน” หรือ “ลอรา เบิร์น” เหมือนจะมีซีนเป็นของตัวเอง แต่กลับมาไม่มีอะไรให้น่าจดจำเลยสักนิดเดียว โดยภาพรวมแล้วนั้น The Crow เวอร์ชันปี 2024 แม้ว่าเป็นงานสร้างใหม่ที่เป็นการปรับปรุงของเก่าให้เข้ากับยุคสมัยดียิ่งขึ้น งานสร้างหลาย ๆ องค์ประกอบอาจจะค่อนข้างน่าพอใจดี แต่นอกจาก บิล สการ์การ์ด ที่แสดงนำในหนังเรื่องนี้แล้ว ก็ยังไม่เห็นจะมีอะไรที่หนังเรื่องนี้ทำออกมาได้โดดเด่นและชวนจดจำได้สักเท่าไหร่ เพราะจุดอ่อนของบทหนังกับการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างคอนทราสสวนทางกับโครงสร้างหนังกันไม่หมด กลายเป็นหนังอบอวลไปด้วยรัก แทนที่จะดุเดือดดิบโหดแบบที่ควรจะเป็น นี่คือการรีเมคที่พยายามดีแล้ว แต่อาจจะยังหลงทางไปหน่อย

Scroll to Top