รีวิวหนัง “La Dolce Villa วิลล่าแห่งรัก” บทรักเฉิ่มแห่งอิตาลีกับกลิ่นหนังรักแห่งยุคมิลเลนเนียม
เดินทางเข้าสู่ช่วงเวลาที่อบอวลไปด้วยมนตร์แห่งความรักอีกครั้ง ปีละครั้งที่โลกทั้งใบเหมือนถูกย้อมด้วยสีชมพูอันอบอุ่น ไม่แปลกใจเลยที่แพลตฟอร์มสตรีมมิงต่าง ๆ จะพร้อมใจกันส่งขบวนหนังรักมาแข่งขันเอาใจผู้ชม และหนึ่งในนั้นคือ “La Dolce Villa วิลล่าแห่งรัก” ที่แม้จะสัมผัสได้ถึงความเชยตั้งแต่ใบปิด แต่กลับชวนให้เราอยากลองกดเข้าไปดูว่าแท้จริงแล้วมันจะพาเราไปสู่เรื่องราวแบบไหน

เรื่องราวเริ่มต้นด้วยนักธุรกิจหนุ่มผู้พยายามหาทางก้าวต่อไป หลังจากสูญเสียภรรยา และความสัมพันธ์กับลูกสาวก็เริ่มห่างเหิน แต่ลูกสาวกลับหลงใหลวิถีชีวิตอิตาเลียนในชนบท จนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการซื้อบ้านเก่าราคาหลังละ 1 ยูโร แม้จะค้านสุดใจ แต่พ่อก็จำต้องยอมตามใจลูก ความวุ่นวายและความท้าทายจึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อบ้านเก่าที่แสนทรุดโทรมกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ความอดทน และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในครอบครัว อีกทั้งยังกลายเป็นสะพานที่เชื่อมเขาเข้ากับนายกเทศมนตรีสาวท้องถิ่น ที่ทำให้หัวใจที่เคยปิดตายค่อย ๆ เปิดรับความอบอุ่นอีกครั้ง
เบื้องหลังหนังเรื่องนี้คือ มาร์ค วอเตอร์ส ผู้กำกับที่หลายคนคุ้นชื่อจากหนังรักคอมเมดี้ยุค 2000s อย่าง Mean Girls, Freaky Friday หรือ Just Like Heaven ครั้งนี้เขากลับมาจับทางถนัดอีกครั้ง แต่ในเวทีของสตรีมมิง ที่กลายเป็นบ้านหลังใหม่ให้ผู้กำกับรุ่นเก๋าได้ปลดปล่อยผลงานอย่างอิสระ ถึงแม้โครงเรื่องของ La Dolce Villa จะเต็มไปด้วยความเชยแบบสูตรสำเร็จ แต่ก็ยังคงเสน่ห์ในแบบที่แฟนหนังรักหลายคนโหยหา สองนักเขียนบท อลิซาเบธ แฮกเก็ตต์ และ ฮิลารี กาลานอย ช่วยกันสานต่อจินตนาการให้ออกมาเป็นเรื่องราวโรแมนติกที่ย่อยง่าย ไม่ซับซ้อน คล้ายกับหนังรักจากช่อง Hallmark ที่เราคุ้นเคย ความเชยถูกกลั่นออกมาเป็นความเพลิดเพลินเบา ๆ ที่ไม่ต้องคิดเยอะ แค่เปิดดูเพื่อหนีความวุ่นวายในชีวิตจริงก็พอ
งานโปรดักชันเองไม่ได้หวือหวา หนังพยายามสื่อถึงเสน่ห์ของอิตาลีด้วยการย้อมโทนภาพให้ดูอบอุ่นแบบยุโรป แม้หลายฉากจะเป็นการถ่ายทำในสตูดิโอมากกว่าสถานที่จริง แต่ก็ยังพอสร้างบรรยากาศให้ผู้ชมเชื่อได้ว่ากำลังเดินอยู่ในเมืองชนบทอันงดงามของอิตาลี ถึงจะดูปลอมไปบ้าง ทว่าก็ไม่ได้ทำลายความรื่นรมย์ที่หนังตั้งใจจะมอบ ทีมนักแสดงนำโดย สก็อต โฟลีย์ ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นขาประจำของหนังรักแนวเชย มาประกบคู่กับ ไวโอแลนเต้ พลาซิโด พร้อมด้วยนักแสดงสมทบที่เรามักเห็นผ่านจอทีวีอเมริกัน พวกเขาไม่ได้แสดงอะไรที่เหนือความคาดหมาย แต่กลับเข้ากันได้ดีกับโทนของหนังที่ตั้งใจจะเป็นสูตรสำเร็จเสียมากกว่า

สุดท้ายแล้วอาจไม่ใช่หนังรักที่สร้างความสดใหม่หรือมีอะไรให้จดจำเป็นพิเศษ แต่กลับเป็นงานที่ทำหน้าที่ได้ตรงไปตรงมา มอบความอบอุ่นง่าย ๆ ให้กับคนดูในวันแห่งความรัก มันคือหนังรักเชย ๆ ที่เปิดไว้เพื่อยิ้มเบา ๆ หัวใจพองโตสักพัก และได้หลบหนีเข้าสู่โลกของความโรแมนติกอันแสนเรียบง่าย บางครั้งความเชยแบบนี้ก็อาจเป็นสิ่งที่หลายคนแอบโหยหามาตลอดก็เป็นได้




