รีวิวหนัง “Final Destination Bloodlines ทายาทโกงตาย” ความตายคัมแบ็กสุดจะอึ้ง..จึ้งจริงแม่!
และนี่ก็คือการคัมแบ็กกลับมาอีกครั้งในรอบ 14 ปีเต็ม ของแฟรนไชส์หนังเขย่าขวัญที่เคยสร้างตำนานอันเรืองรองมาได้ตั้งแต่ยุค Y2K กลับมาหนนี้ที่เหมือนเป็นการยกเครื่องใหม่ที่ยังคงเสน่ห์อันแพรวพราวของหนังชุดนี้เอาไว้ได้อย่างตรงจริตใน “Final Destination Bloodlines ไฟนอลเดสติเนชัน ทายาทโกงตาย” การโกงความตายระลอกใหม่ได้ถูกละเลงขึ้นในบทใหม่ ๆ ที่จะทะลวงใจจึ้งผู้ชมในศักราชนี้
หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งมีความฝันอันเลวร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ตึกถล่มในยุค 1960s อย่างซํ้า ๆ เธอค้นพบว่าฝันร้ายเหล่านี้เป็นลางสังหรณ์ที่เธอได้รับมาจากคุณย่าของเธอ โดยคุณย่าของเธอได้คาดเดาเหตุการณ์ตึกถล่มและช่วยชีวิตคนกลุ่มหนึ่งจากความตายเอาไว้ได้ เมื่อเวลาผ่านไปหลายทศวรรษ ผู้เป็นหลานสาวก็เริ่มที่จะมองเห็นนิมิตการเสียชีวิตของคนในครอบครัว เธอได้เข้าใจแล้วว่ามันจะมีเหตุการณ์สยองเกิดขึ้น และต้องต่อสู้เพื่อที่จะไม่ให้ความตายพรากทั้งตระกูลของเธอไป แม้ว่าในยุคนี้จะเต็มไปด้วยคอนเทนท์เก่า ๆ อายุ 20-30 ปีได้หวนกลับมามีลมหายใจในวงการหนังฮอลลีวูดอีกครั้งอยู่หลากหลายเรื่อง แต่สำหรับแฟรนไชส์ Final Destination ยังนับว่าเป็นหนังที่เปี่ยมล้นไปด้วยกิมมิกที่เป็นเสน่ห์ ชนิดที่แทบจะไม่ได้ปรุงแต่งและปรับปรุงอะไรมากสักเท่าไหร่ ก็สามารถเล่นกับใจคนดูได้อย่างทรงประสิทธิภาพ เหมือนกับในภาคนี้ที่สามารถละเลงงานสร้างออกมาได้แทบจะไม่มีอะไรที่ใหม่เลยสักนิด แต่ยังทรงอิทธิพลในหัวใจของผู้ชมได้แบบอยู่หมัด การจับคู่กำกับของคู่หูที่อาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อสักเท่าไหร่ อย่าง “แช็ค ลิพอฟสกี” กับ “อดัม สไตน์” ที่แจ้งเกิดมาจากหนังลึกลับไซไฟ Freaks เมื่อหลายปีก่อน หลังจากนั้นก็ยังไม่มีผลงานที่เข้าตาเท่าไหร่ แต่ก็ได้รับมอบหมายให้มาดูแลโปรเจกต์นี้ ที่พวกเขาสามารถละเลงใส่ประสบการณ์และความคลุกคลีกับหนังชุดนี้ที่พวกเขาก็เติบโตมาพร้อม ๆ กับตำนานโกงตาย กลายเป็นว่าการผนึกกำลังครั้งนี้ของทั้งคู่ รังสรรค์ผลงานอันเป็นมาสเตอร์พีชของตัวเองออกมาได้สำเร็จ แต่ก็ยังได้อีกหนึ่งองค์ประกอบที่เป็นแม่เหล็กสำคัญของหนัง อย่าง งานสร้างสรรค์บทหนังที่เต็มไปด้วยอรรถรสและการไปถึงจุดสุดยอดที่มาจากฝีมือการเขียนของผู้ที่รู้จักกับแฟรนไชส์หนังชุดเป็นอย่างดี อย่าง “กาย บูซิก” (จาก Ready of Not และ Abigail) กับ “ลอรี อีแวนส์ เทย์เลอร์” (จาก Best Rest และ Cellar Door) พร้อมกับได้ “จอน วัตต์ส” (จาก Spider-Man: No Way Home) มากุมบังเหียนในฐานะโปรดิวเซอร์หลัก และหัวหน้าทีมสร้างสรรค์สตอรี่หลักของหนังเรื่องนี้ กลายออกมาเป็นบทหนังที่จี้ตรงจุดและเซอร์วิสแฟน ๆ ได้อย่างทรงพลัง
ไฮไลต์ในตำนานของ หนังโกงตาย ก็คือฉากเปิดที่มักจะสร้างความสะพรึงที่โจษจันอยู่เสมอ ใน Final Destination Bloodlines ก็ยังสามารถเปิดตัวได้อย่างน่าประทับใจด้วยดี เรียกได้ว่าหนังสามารถตอบแทนแฟน ๆ ไดดีตั้งแต่วินาทีแรกไปจนถึงวินาทีสุดท้ายของตัวเรื่องก็ว่าได้ แม้ว่าโครงสร้างเรื่องราวและบทหนังจะหาความแปลกใหม่ที่แตกต่างจากภาคก่อน ๆ แทบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่มันก็คืออรรถรสความเพลินและความสนุก กับกลวิธีที่ทำให้การตายเป็นเรื่องของความบันเทิง แน่นอนว่า Final Destination ยังคงเสน่ห์ที่พึงมีของหนังชุด Final Destination ด้วยดี คนดูต่างรู้ดีกว่าจะมีความตายเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่คาดเดาอะไรเลยไม่ได้อยู่ดีกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชะตากรรมของตัวละครต่าง ๆ นี่จึงเป็นเอกลักษณ์ที่หนังเรื่องนี้ยังสามารถใส่เข้ามาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และยังทำงานได้ดีกับการสร้างประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์ที่นาน ๆ ทีจะได้สัมผัสอะไรเช่นนี้
ยิ่งภาคนี้ได้ทำการปูเรื่องปูทางต่อเติมจักรวาลให้ดูยิ่งใหญ่มากขึ้นด้วย ร่วมด้วยการหยอดใส่อีสเตอร์เอ้กต่าง ๆ ที่สามารถสร้างความเอ๊ะ ๆ ให้กับแฟนหนังชุดนี้ได้อย่างดี ซ้ำยังมีจังหวะการเล่าเรื่องที่ยังคงเสน่ห์เอาไว้ได้อย่างเจิดจรัส ไม่มีอะไรใหม่ วนอยู่ในลูปเดิมแต่ยังประคับประคองออกมาได้สนุกถึงใจ หยิกแกมหยอกแฟรนไชส์ตัวเองนิด ๆ หน่อย ๆ พอบันเทิงใจดี นี่จึงกลายเป็นการคัมแบ็กกลับมาที่แสนจะอบอุ่นของแฟรนไชส์หนังที่ยังคงคลาสสิกได้ตลอดกาล




